รีวิว Samsung Galaxy S5 - ไม่เด่นแต่สมดุล ลดลูกเล่นไร้สาระ เพิ่มประโยชน์ที่ใช้ได้จริง

รีวิว Samsung Galaxy S5 - ไม่เด่นแต่สมดุล ลดลูกเล่นไร้สาระ เพิ่มประโยชน์ที่ใช้ได้จริง

รีวิว Samsung Galaxy S5 - ไม่เด่นแต่สมดุล ลดลูกเล่นไร้สาระ เพิ่มประโยชน์ที่ใช้ได้จริง

รีวิว Samsung Galaxy S5 - ไม่เด่นแต่สมดุล ลดลูกเล่นไร้สาระ เพิ่มประโยชน์ที่ใช้ได้จริง

Samsung Galaxy S5 - ผมได้เครื่องจริงของ Galaxy S5 รุ่นก่อนวางจำหน่าย (ซัมซุงไทยบอกว่าเฟิร์มแวร์สมบูรณ์ 95%) มาทดสอบเป็นเวลา 2-3 วัน มาดูรีวิวกันดีกว่าว่ามันสมราคาคุยแค่ไหน และสมศักดิ์ศรี "มือถือเรือธง" ของค่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพียงใด (หมายเหตุ: ภาพเยอะมากนะครับ โปรดระวัง data package ของท่าน)

s5-1

รูปลักษณ์ภายนอก: ระดับเดียวกับ Note 3

Galaxy S4 โดนวิจารณ์เยอะว่าหน้าตาดูเป็นพลาสติกราคาถูก ไม่สมกับเป็นมือถือระดับเรือธง ซัมซุงแก้ปัญหาเรื่องการออกแบบใน Note 3 โดยใช้ลายเลียนแบบหนัง พอมาถึงยุคของ S5 ก็ยังคงรูปลักษณ์โดยรวมแบบเดิม แต่เปลี่ยนลายฝาหลังเป็นจุดแทน (บางคนบอกเหมือนพลาสเตอร์ยา บางคนบอกคล้าย Nexus 7 2012)

อารมณ์รวมๆ ของการใช้งานรู้สึกว่าเป็น "มือถือซัมซุงอีกตัวหนึ่ง" ที่เห็นหน้าตาก็รู้ทันทีว่าเป็นซัมซุง (แต่บอกได้ยากว่ารุ่นใด โดยเฉพาะถ้าวางหงายจอขึ้น) แต่ถ้าไม่นับเรื่องความรู้สึกหรูหราแล้ว มันถือเป็นมือถือที่ดีตัวหนึ่ง ขนาดกระชับมือ เบา ถอดฝาหลังได้ เปลี่ยนแบตได้ ฯลฯ ตามมาตรฐานทั่วไป

s5-2

s5-3

ฝาหลังเป็นจุดแบบบุ๋มๆ ลงไปครับ จับแล้วก็หนึบๆ แปลกๆ ดี ถามว่ารู้สึกอย่างไร คำตอบที่นึกออกคงเป็นคำว่า "แปลก" มากกว่าจะฟันธงว่าดีหรือแย่ไปตรงๆ นะ

s5-9

ขอบรอบตัวเครื่องคล้ายกับ Note 3 คือเป็นขอบสีเงินมีลายเป็นชั้นๆ เล็กน้อย ปุ่มรอบตัวเครื่องยึดตามมาตรฐานซัมซุงทุกประการ (power ขวา, volume ซ้าย, แจ็คเสียบหูฟังด้านบน, Micro USB ด้านล่าง)

s5-5

จุดที่ S5 ต่างไปจากมือถือซัมซุงทั่วไปคือมันกันน้ำครับ ดังนั้นพอร์ตเสียบ Micro USB จะมีฝายางปิดมาให้ด้วย

s5-6

เปิดออกมาแล้วเป็นพอร์ต Micro USB 3.0 แบบเดียวกับ Note 3 แต่ก็เอา Micro USB 2.0 มาเสียบได้ตามปกตินะ (เวลาเราแกะฝาออกมา จะมีข้อความเตือนบนหน้าจอด้วยว่าให้ปิดฝาคืนให้สนิท)

s5-7

ด้านหลังเป็นกล้องพร้อมไฟแฟลช+ตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจ แยกส่วนกันชัดเจน

s5-4

ฝาหลังแกะได้ตามมาตรฐานซัมซุงครับ ตำแหน่งการวางแบตเตอรี่และช่องเสียบซิมการ์ด เหมือน Note 3 แบบทุกประการ (จุดที่ต่างไปบ้างคือลำโพงเปลี่ยนมาอยู่ด้านหลังแทน ของเดิมอยู่ขอบล่าง)

ถ้าสังเกตฝาหลังดีๆ จะเห็นขอบยางสีขาวๆ เอาไว้กันน้ำด้วย อันนี้เดี๋ยวจะทดสอบต่อไปในส่วนของการกันน้ำ

s5-8

s5-10

โดยรวมแล้วผมให้คะแนนด้านดีไซน์ของ S5 ในระดับเดียวกับ Note 3 นั่นคือดีกว่า S4 แต่ยังไม่ให้ความรู้สึกหรูหราเต็มขั้นแบบ iPhone 5/5s หรือ HTC One

เทียบขนาด

เผอิญว่าตอนนี้ผมใช้ Note 3 เป็นมือถือหลักอยู่แล้ว และสามารถยืม iPhone 5 (ไม่ใช่ 5s) ของคนอื่นมาถ่ายรูปเปรียบเทียบได้ ก็เลยมีภาพเปรียบเทียบขนาดให้เห็นครับ

Galaxy S5 vs Note 3

s5-note-1

s5-note-2

Galaxy S5 vs iPhone 5

ใหญ่กว่ากันเยอะอยู่นะ

s5-iphone1

s5-iphone2

จอภาพ

จุดเด่นของ S5 อีกอย่างหนึ่งคือจอภาพที่ใครเห็นใครก็ชมว่า "สวยมาก" ลองเปิดรูปเดียวกันเทียบกับ Note 3 (ด้านซ้าย) แบบตั้งความสว่างสูงสุดทั้งคู่ พบว่าจอของ S5 (ด้านขวา) สว่างกว่า 1 ขั้นแถมสีสันดูสดใสกว่า

 Note 3 v S5 Super Bright

อีกฟีเจอร์หนึ่งของ S5 คือ Super Dimming หรือความสามารถในการปรับความสว่างของจอภาพให้น้อยลงสุดๆ เหมาะกับการอ่านข้อความในยามค่ำคืน ลองเทียบกับ Note 3 (ด้านซ้าย) ก็พบว่า S5 (ด้านขวา) ทำได้จริงสมราคาคุย

 Note 3 vs S5 Super Dim

ในแง่สเปกแล้วคงไม่มีอะไรใหม่ ความละเอียดจอเป็น Full HD ขนาด 5.1" ก็ถือว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไป อักษรดูละเอียด เนียนตา

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk

Ultra Power Saving Mode ของเจ๋งคืออันนี้

ฟีเจอร์ชูโรงอันหนึ่งของ Galaxy S5 คือ Ultra Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานแบบสุดๆ (ซัมซุงมีโหมด Power Saving ปกติมานานแล้ว) โดยจะปรับจอภาพเป็นสีขาวดำและปิดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นหลายอย่างออกไป

วิธีการใช้งานสามารถกดได้จาก toggle ได้เลย เมื่อเรากดแล้วเครื่องจะค่อยๆ ปรับสีของหน้าจอมาเป็นขาวดำ (ใช้เวลาประมาณ 5-10 วินาที) จากนั้นเราจะมาเจอกับหน้า "โฮม" แบบใหม่ดังภาพ (โหมด Ultra Power Saving Mode จับภาพหน้าจอไม่ได้ด้วยซ้ำนะครับ ต้องใช้วิธีถ่ายภาพแทน)

หน้าโฮมแบบใหม่จะมีแค่หน้าเดียว มีเท่าที่เห็น มีแอพใช้งานได้แค่ 6 ตัว โดย 3 ตัวเป็นแอพมาตรฐานคือ โทร, SMS, เบราว์เซอร์ ส่วนอีก 3 ตัวเลือกเพิ่มเติมได้จากแอพ "บางตัว" ในเครื่อง, พวก widget หรือฟีเจอร์หรูหราต่างๆ ถูกปิดเรียบ

ขอบล่างของหน้าจอจะแสดงแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ พร้อมระยะเวลาที่ยังใช้งานได้

ulra1

โหมด Ultra Power Saving Mode จะปิดการทำงานของ Wi-Fi และ Mobile Data (แอบเปิดคืนได้จากหน้า Settings ที่ซ่อนอยู่ในเมนูสามจุด) และไม่สามารถใช้งานกล้องถ่ายภาพได้ครับ

ตัวอย่างแอพที่เพิ่มได้ในโหมด Ultra Power Saving ก็มีแอพพื้นฐานพวกเครื่องคิดเลข นาฬิกา และแอพโซเชียลบางตัวเช่น Facebook, Twitter, Google+, ChatOn (เห็นว่า LINE ก็ใช้ได้)

ultra2

การใช้งานแอพในโหมด Ultra Power Saving เหมือนกับโหมดปกติทุกประการ เพียงแต่มันเป็นขาวดำเท่านั้นเอง ดูเท่ไปอีกแบบ (เหมาะมากสำหรับการเอาไว้โชว์คนอื่น) ว่าแล้วก็ลอง Blognone แบบขาวดำสักหน่อยครับ

ultra3

ซัมซุงโฆษณาว่าโหมด Ultra Power Saving อึดมากในระดับที่แบตเหลือ 10% จะสามารถใช้งานต่อได้อีก 24 ชั่วโมง

ผมลองทดสอบการใช้งานจริงโดยใช้งาน S5 แบบปกติทั่วไป (ใช้เป็นมือถือหลัก เสียบซิม เปิด data ตามปกติ) จนแบตเหลือประมาณ 9% ก็สลับเข้าโหมด Ultra Power Saving ครับ บนหน้าจอเขียนว่าอยู่ได้อีก 1.1 วัน

ผมเริ่มโหมดนี้ตอน 2 ทุ่มและคงสภาพนี้มาเรื่อยๆ จนถึงประมาณบ่ายสองของวันถัดไป (ราว 18 ชั่วโมง) โดยไม่ชาร์จอะไรเลย แอบมาเล่นเน็ตบ้างเล็กน้อย (โหมดจอขาวดำเนี่ยแหละ) แบตอยู่ได้สมราคาคุยครับ ดูได้จากกราฟแบตเตอรี่ด้านล่าง

ช่วงท้ายๆ กราฟจะเห็นว่าแบตฮวบลง อันนี้เป็นเพราะผมอยากรู้ว่าถ้าปิดโหมด Ultra Power Saving กลับมาใช้งานแบบปกติมันจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่าแบตไหลเป็นน้ำทันที (ฮ่า) ต้องรีบกลับไปหาที่ชาร์จในท้ายที่สุด

saving

ฟีเจอร์ Ultra Power Saving ถูกออกแบบมาสำหรับสถานการณ์ "ไปที่อื่นแล้วลืมที่ชาร์จ" ซึ่งพบได้บ่อยมาก มันสามารถแก้ปัญหาได้จริง คือยืดอายุแบตให้เพียงพอสำหรับวันถัดไปที่เราสามารถหาที่ชาร์จได้ แต่ก็ยังคงความสามารถพื้นฐานในการติดต่อสื่อสาร (โทร, SMS, โซเชียล) ได้ครบถ้วน

ฟีเจอร์นี้คงไม่ใช่ฟีเจอร์ที่เราใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป แต่ถ้าเกิดต้องพบสถานการณ์ที่ว่าจริงๆ น่าจะช่วยชีวิตไปได้เยอะอยู่ ต้องถือว่าซัมซุงทำการบ้านมาดีมาก และถือเป็นฟีเจอร์จุดขายอย่างหนึ่งของ S5 เลยครับ

Fingerprint Scanner

อีกฟีเจอร์หนึ่งของ S5 ที่เป็นที่สนใจเยอะคือตัวสแกนลายนิ้วมือ (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจาก iPhone 5s) รูปแบบการใช้งานก็คล้ายๆ กันคือใช้ปุ่มโฮมเป็นตัวสแกน เพียงแต่ของ S5 จะต้อง "รูดนิ้ว" จากบนลงล่างครับ

ขั้นตอนการตั้งค่าทำได้จากหน้า Settings ได้เลย โดยเราสามารถเก็บข้อมูลของลายนิ้วมือได้ 3 นิ้ว (น้อยไปนิดนะ) และต้องลงทะเบียนนิ้วโดยรูดทดสอบ 8 ครั้งต่อนิ้ว

finger1

ประโยชน์ของการรูดนิ้วบน S5 แบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ

  • เอาไว้ล็อคหน้าจอแทน PIN หรือรหัสผ่าน
  • เอาไว้ล็อกอิน Samsung Account (ยังใช้กับ Google Account ไม่ได้นะครับ)
  • เอาไว้ซื้อของผ่าน PayPal (ต้องลงแอพเพิ่มเติมตามภาพขวามือ ผมไม่ได้ทดสอบส่วนนี้ครับ)

finger2

จากการทดสอบกับการล็อคหน้าจอ พบว่ามันสะดวกกว่าการใส่ PIN อยู่บ้าง แต่ก็มีปัญหาในแบบของมันคือการรูดนิ้วจะต้องวางนิ้วในแนวตั้งฉาก 90 องศาจากบนลงล่างพอดี แถมตำแหน่งต้องผ่านตรงกลางปุ่มโฮมพอดี ในจังหวะที่ไม่เร็วเกินไปด้วย

ในการใช้งานจริง ถ้าเราถือโทรศัพท์ด้วยมือเดียวและใช้นิ้วโป้งกดปุ่มโฮมหรือสแกนลายนิ้วมือ นิ้วโป้งของเรามักจะ "เอียง" ครับ ทำให้การรูดนิ้วเพื่อปลดล็อคต้องตั้งใจเป็นพิเศษมิฉะนั้นจะรูดไม่ผ่าน (รูดไม่ผ่าน 3-4 ทีจะต้องใส่รหัสผ่านแทนเพื่อความปลอดภัย) ทำให้การใช้งานเวลาเร็วๆ รีบๆ มันน่ารำคาญเหมือนกัน เพราะรูดไม่ผ่านสักที

ผมไม่เคยใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือของ iPhone 5s เลยเปรียบเทียบไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร แต่คิดว่าแนวทางของแอปเปิล (แตะนิ้ว ไม่ต้องรูด และแตะแนวไหนก็ได้) น่าจะใช้งานได้ดีกว่าของ S5 ครับ

กันน้ำ

ก่อนหน้านี้ถ้าพูดถึงมือถือกันน้ำกันฝุ่น ทุกคนคงคิดถึงโซนี่ที่พยายามชูจุดเด่นเรื่องนี้มานาน แต่ล่าสุดใน Galaxy S5 ซัมซุงไล่ตามมาทันแล้ว

ความสามารถด้านการกันน้ำของซัมซุงผ่านมาตรฐาน IP67 ตามสเปกคืออยู่ในน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้นาน 30 นาที แต่ในการใช้งานจริงๆ แล้วคงออกแบบมาสำหรับสถานการณ์ "เผลอทำมือถือตกน้ำแล้วรีบเก็บขึ้นมา" มากกว่าการเอาไปแช่น้ำแบบตั้งใจหรือเอาไปเล่นน้ำด้วย

สารภาพว่าตอนแรกผมก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะทดสอบฟีเจอร์นี้เหมือนกัน (มือถือทดสอบ ไม่ใช่ของเราเอง เกิดน้ำเข้ามาแล้วเจ๊งก็เรื่องใหญ่) แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ลองดูหน่อย

เชิญพบกับแทยอนและผองเพื่อนครับ

ภาคสอง กลับหัวหลายทิศทาง สาวๆ ของเราก็ยังเต้นได้ ร้องเพลงได้อยู่เหมือนเดิม

สรุปว่า S5 เอาไปแช่น้ำยังสามารถทำงานได้สบายมาก (ต้องเช็คดีๆ ด้วยว่าเอาจุกยางอุดช่อง Micro USB ให้เรียบร้อย ส่วนช่องเสียบหูฟังเคลือบสารกันน้ำมาอยู่แล้วไม่ต้องอุด)

หลังจากแช่น้ำเสร็จลองแกะฝาหลังออกมาดู จะเห็นว่าด้านนอกของขอบยางจะเปียกครับ มีรอยหยดน้ำเกาะอยู่ตามภาพ แต่ภาพในพื้นที่ขอบยางน้ำไม่สามารถเข้าได้ (ใช้ไปนานๆ น่ากลัวว่ายางเสื่อมแล้วน้ำเข้าเหมือนกัน แต่เบื้องต้นก็ถือว่ากันน้ำได้สมราคาคุย)

Galaxy S5 Waterproof

โดยรวมแล้วถือว่าความสามารถด้านการกันน้ำจะคล้ายๆ กับ Ultra Power Saving Mode คือยามปกติคงไม่ได้ใช้ แต่ถ้าเจอสถานการณ์ไม่คาดฝันแล้วจะนึกถึงคุณค่าของมัน

Heart Rate Sensor

ซัมซุงชูจุดขายว่า S5 มีตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจมาเป็นมาตรฐาน โดยมันเป็นส่วนหนึ่งของชุด S Health ที่ซัมซุงพยายามผลักดันมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว

ฟีเจอร์ของ S Health ยังคล้ายๆ กับรุ่นเดิมคือวัดการนับก้าว วัดการออกกำลังกาย วัดการบริโภคอาหาร (ต้องใส่ข้อมูลเอง) หน้าตาของเวอร์ชันล่าสุดเปลี่ยนไปจากของเดิมเล็กน้อย แต่แนวทางยังคงเดิม

shealth1

ส่วนของตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจก็เป็นแอพตัวหนึ่งใน S Health ครับ วัดค่าได้ (แม่นหรือไม่อีกเรื่อง) เพียงแต่วัดแล้วจะเอาไปทำอะไรต่อ อันนี้เป็นคำถามที่ซัมซุงต้องหาทางออกต่อไปครับ

shealth2

เท่าที่จับตาดูมา ซัมซุงมีแผนการใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์สวมใส่ได้เพื่อสุขภาพ เพียงแต่การใช้งานต้องรออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เสริม (เช่น Galaxy Gear Fit) และแอพต่างๆ ให้พร้อมเสียก่อน เผอิญว่ารอบนี้ซัมซุงส่งมาให้ผมแต่ตัวมือถือ Galaxy S5 ตัวเดียว ไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ มาด้วยเลยไม่สามารถทดสอบได้เต็มที่ ดังนั้นคงต้องสรุปได้ว่าทำได้อย่างที่คุย เพียงแต่วัดอัตราการเต้นหัวใจแล้วไงต่อ ยังไม่มีคำตอบนะ

Private Mode

ฟีเจอร์นี้มาแบบเงียบๆ ไม่ถูกเน้นเท่าไรนัก แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์อีกเหมือนกันในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างอยู่บนมือถือ

ผู้อ่าน Blognone คงเคยพยายาม "ซ่อน" ไฟล์บางอย่างจากคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ใช้ร่วมกันหลายคน (แฮ่ม) ฟีเจอร์นี้ก็ทำงานแบบเดียวกัน โดยเราสามารถซ่อนไฟล์หลายๆ อย่างไว้ในโหมด Private ที่มีแต่เราเท่านั้นจะมองเห็น (ต้องใส่ PIN หรือลายนิ้วมือก่อนจึงจะเห็นหมดทุกอย่าง)

แอพที่รองรับเป็นแอพของซัมซุงเองทั้งหมด ได้แก่ Gallery, Video, Music, Voice Recorder, My Files

private1

วิธีใช้งานคือกดเข้า Private Mode ก่อนครับ (กดจากหน้า Settings หรือ toggle ก็ได้) มันจะมีไอคอนรูปประตูโผล่ขึ้นมาค้างไว้ที่ notification ให้รู้ว่าเราเข้ามาในโหมด Private

จากนั้นเราสามารถย้ายไฟล์เข้าไปเก็บในโหมด Private ได้ (ตัวอย่างคือ ย้ายรูปจาก Gallery) โดยจะมีเมนูชื่อ Move to Private เข้ามา เมื่อเราย้ายไฟล์เสร็จแล้วจะมีไอคอนรูปประตูแปะไว้ที่ไฟล์นั้น (ภาพขวามือ)

private2

เมื่อจัดแจงซ่อนไฟล์เสร็จแล้ว ออกจากโหมด Private เข้าสู่โหมดปกติ ภาพที่ซ่อนไว้จะหายไปไม่มีใครมองเห็น ถ้าเราอยากกลับไปดูภาพเหล่านี้ใหม่ก็กดเข้าโหมด Private ใหม่อีกครั้ง (ต้องใส่ PIN เสมอ) ช่วยให้คนอื่นไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวของเราได้เป็นอย่างดี (ผมคิดว่าคนที่จะมา "ยืม" S5 ใช้งานส่วนใหญ่ไม่น่าจะรู้ว่ามีโหมด Private ด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้การซ่อนไฟล์ดูแนบเนียนเข้าไปอีก)

สรุปว่ามันเป็นฟีเจอร์เล็กๆ ที่อาจไม่ได้ใช้กันทุกคนเสมอไป แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้งาน

Kids Mode

ฟีเจอร์อีกตัวที่ซัมซุงไม่ค่อยได้โปรโมทมากนัก (ในระดับเดียวกับ Private Mode) แต่ผมลองใช้งานแล้วพบว่าซัมซุงตั้งใจทำมาค่อนข้างดีเลย

Kids Mode เป็นโหมดการทำงานพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับ "ให้เด็กเล็กยืมเล่นมือถือ" หรือ "เอาไว้หลอกเด็กที่กำลังร้องไห้" ครับ

ตอนแรกสุด Kids Mode ไม่ถูกติดตั้งมาพร้อมกับเฟิร์มแวร์มาตรฐาน แต่มีไอคอนวางบนหน้าโฮมให้เราดาวน์โหลดมาติดตั้งเอง (ขนาดไฟล์ 56MB)

kids1

ติดตั้งเสร็จแล้วต้องตั้งรหัส PIN ของผู้ปกครองก่อนเริ่มใช้งาน พร้อมทั้งเลือกแอพที่ต้องการให้เด็กๆ เข้าถึงได้

kids2

หน้าจอหลักของ Kids Mode มีสองฝั่ง โดยฝั่งซ้ายมือเป็นคาแรกเตอร์จระเข้ฟันเลื่อย (ทำไมต้องเป็นจระเข้ก็ไม่ทราบ) ที่เราสามารถแต่งตัวเปลี่ยนชุดให้จระเข้ได้ ส่วนฝั่งขวามือเป็นแอพสำหรับเด็กๆ มีให้เลือก 5 แอพ พร้อมทั้งแอพอื่นๆ ที่ผู้ปกครองเปิดสิทธิให้อีกต่างหาก

kids3

แอพทั้ง 5 ตัวเป็นแอพด้านการสร้างสรรค์ เช่น วาดภาพ (ใช้นิ้ววาด), ร้องเพลง อัดเสียง แล้วนำมาเล่นโดยใส่ฟิลเตอร์ตลกๆ แต่งเสียงให้อัตโนมัติ, ถ่ายภาพแล้วใส่สติ๊กเกอร์, เล่นวิดีโอ และแกลเลอรี่รวมผลงานภาพ-เสียงที่เด็กๆ สร้างเอาไว้

kids4

โดยรวมแล้ว Kids Mode เป็นฟีเจอร์เฉพาะกลุ่มที่ไม่น่าจะได้ใช้กันทุกคนอีกตัว แต่สำหรับคนที่ต้องใช้แล้วมันก็น่าจะมีประโยชน์มากๆ อีกเช่นกันครับ

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk

กล้อง

จุดขายที่ซัมซุงโชว์ไว้เยอะในงานเปิดตัวคือความสามารถด้านกล้องของ Galaxy S5 ครับ

ฟีเจอร์ด้านกล้องที่ซัมซุงโชว์เป็นจุดขายหลักๆ มี 2 ตัวคือ HDR และ Selective Focus โดยจะเห็นได้จาก UI มาตรฐานของแอพกล้อง จะมีไอคอนของสองฟีเจอร์นี้เข้ามาเลย (สองปุ่มตรงกลางด้านซ้ายมือ)

camera1

ในแง่ของ UI เราสามารถลากช็อตคัตของการปรับแต่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไปไว้ในแถบด้านซ้าย มือ ร่วมกับปุ่ม HDR หรือ Selective Focus ได้ด้วยนะ

camera2

เมื่อถ่ายภาพแบบ Selective Focus แล้ว ในแอพ Gallery เราจะสามารถปรับโฟกัสของภาพได้ภายหลัง โดยปรับได้ 3 แบบ

Near Focus เน้นวัตถุระยะใกล้ (กดลิงก์เพื่อดูภาพขนาดเต็มได้) หน้าชัดหลังเบลอ

focus1

Far Focus เน้นฉากหลังเด่น หน้าเบลอหลังชัด (สังเกตดีๆ จะเห็นว่าซอฟต์แวร์ยังทำงานไม่ค่อยแม่น ดูตรงรถเมล์ในภาพ)

focus2

Pan Focus ชัดเท่ากันทั้งภาพ

focus3

ในกรณีที่อัลกอริทึมทำงานออกมาได้ดี มันก็ดูใช้ได้เลยนะครับ (แม้จะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่ากับกล้องโฟกัสจริงๆ)

จุดอ่อนของ Selective Focus อยู่ที่ไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่มาก (เพราะเอาหลายภาพมารวมกัน) ตัวอย่างภาพสาว Wonder Girl ตัวนี้ ผมถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดคือ 5312x2988 (15.8MP) ไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่ถึง 18.2MB ถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับภาพความละเอียดเท่ากัน แต่ถ่ายแบบปกติ มีขนาดประมาณ 3-4MB เท่านั้น

Galaxy S5 Camera

ส่วนฟีเจอร์ HDR ไม่มีอะไรใหม่ในแง่ผลลัพธ์ เพราะมือถืออื่นทำได้มานานแล้ว เพียงแต่ S5 สามารถทำ live preview ได้ก่อนถ่ายเลย ช่วยให้เราเห็นภาพผลลัพธ์ได้ล่วงหน้าและคิดได้ก่อนว่าถ่ายภาพแบบไหนถึงออกมา สวย

ภาพตัวอย่างจากกล้อง Galaxy S5

คลิกเพื่อดูภาพขนาดต้นฉบับ (16MP) ได้บน Flickr ครับ

Galaxy S5 CameraGalaxy S5 CameraGalaxy S5 CameraGalaxy S5 Camera20140321_182951Intel NUC

เปรียบเทียบกล้อง S5 กับ Note 3 และ Lumia 1020

ไหนเลยซัมซุงโฆษณาว่ากล้องของ S5 เทพ เราก็ถือโอกาสเปรียบเทียบภาพแบบช็อตต่อช็อตกับมือถือรุ่นอื่นๆ เท่าที่หาอุปกรณ์ทดสอบได้ นั่นคือ

  • Galaxy S5
  • Galaxy Note 3
  • Lumia 1020

มือถือทุกตัวถ่ายด้วยโหมด Auto ตั้งความละเอียดสูงสุดเท่าที่เครื่องนั้นมี และอัพโหลดภาพขนาดเต็มโดยไม่ตกแต่งใดๆ ลง Flickr สามารถกดเข้าไปดูภาพต้นฉบับได้ครับ (ของ Lumia ใช้ภาพขนาด 5MP ที่ออกแบบมาสำหรับแชร์นะครับ)

ภาพที่หนึ่ง

เป็นภาพถ่ายในสตูดิโอของกันตนา รายการของคุณวิลลี่และคุณเสนาหอย เป็นภาพในสตูดิโอที่ส่วนอื่นมืด แต่แสงไฟบนเวทีเด่นชัด

มุมการยืนถ่ายอาจต่างกันอยู่บ้าง แต่น่าจะเปรียบเทียบให้เห็นแสงและสีได้ค่อนข้างดีครับ (เรียงลำดับจากซ้าย S5, Note 3, Lumia)

pic1-s5pic1-note3pic1-lumia

ภาพที่สอง

เป็นการถ่ายในสตูดิโอเหมือนกัน แต่ไม่ถ่ายไปที่เวทีโดยตรง (ภาพนี้มีความผันแปรเรื่องแสงจากเวทีด้วย ทำให้สภาพแสงของการถ่ายแต่ละครั้งอาจไม่เท่ากัน)

(เรียงลำดับจากซ้าย S5, Note 3, Lumia)

pic2-s5pic2-note3pic2-lumia

ภาพที่สาม

ถ่ายฉากภายนอกในสภาพแสงกลางวันที่เหลือเฟือ Lumia น่าจะให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด (เรียงลำดับจากซ้าย S5, Note 3, Lumia)

pic3-s5pic3-note3pic3-lumia

ภาพที่สี่

ถ่ายย้อนแสงพระอาทิตย์ยามเย็นครับ ภาพนี้ขอโทษด้วยที่กล้องของ Lumia เบลอ (มาเห็นตอนกลับบ้านแล้ว) เลยมีแค่ Note 3 กับ S5 (ทั้งโหมด HDR และโหมดปกติ)

(เรียงลำดับจากซ้าย S5 HDR, S5 ปกติ, Note 3)

pic4-s5-hdrpic4-s5-nopic4-note3

ภาพที่ห้า

แดดตอนเย็น หันหลังให้แดด ถ่ายฉากระยะไกล ผมว่า S5 สวยที่สุด (เรียงลำดับจากซ้าย S5, Note 3, Lumia)

pic5-s5pic5-note3pic5-lumia

ภาพที่หก

ลังโค้ก ดูสีแดงเปรียบเทียบ (เรียงลำดับจากซ้าย S5, Note 3, Lumia) Lumia จะติดเหลืองหน่อยๆ ส่วน S5 คมชัดและสีน่าจะตรงกับความเป็นจริงที่สุด

pic6-s5pic6-note3pic6-lumia

ภาพที่เจ็ด

ศาลพระภูมิ ดูดีเทลของภาพเปรียบเทียบ ผลออกมาพอๆ กันแต่ Lumia ให้มุมกว้างกว่าอย่างชัดเจนเมื่อยืนถ่ายที่จุดเดียวกัน

pic7-s5pic7-note3pic7-lumia

โดยรวมแล้วผมค่อนข้างพอใจกับกล้องของ S5 นะครับ แต่ก็ยอมรับว่าเท่าที่ใช้มา 2-3 วันยังไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพยากๆ ที่วัดความสามารถของกล้องแบบจริงจัง (เช่น ถ่ายมาโคร ถ่ายสไลด์ไกลๆ หรือถ่ายสภาพแสงกลางคืน) สักเท่าไรนัก

ประสิทธิภาพ เสถียรภาพ แบตเตอรี่

ประสิทธิภาพ

เท่าที่ใช้มา 2-3 วัน พบว่าประสิทธิภาพของ Galaxy S5 ลื่นไหลดีมาก (แหงละ เป็น flagship ตัวล่าสุดนี่นา)

ผลการทดสอบเป็นตัวเลข ผมทดลองรันเบนช์มาร์คด้วย Antutu X (ป้องกันโกง) ทั้งหมด 3 ครั้ง ได้คะแนนดังนี้

  • 34775
  • 32981
  • 34323

เทียบคะแนนจาก Note 3 Exynos รุ่นขายเมืองไทย รัน Antutu X เวอร์ชันเดียวกัน ทดสอบวันเดียวกัน ได้ 29656 และ 29746 คะแนน

เสถียรภาพ

เนื่องจากมันเป็นเฟิร์มแวร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ อาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริงของเฟิร์มแวร์รุ่นที่ขายจริงทั้งหมดนะครับ แต่หลังจากซัมซุงเจ็บมาเยอะกับเฟิร์มแวร์ของ S4 ที่ไม่เสถียรอย่างแรง พอมาถึงยุคของ S5 ก็กลับไปทำการบ้านมากขึ้น จากการใช้งานรอบ 2-3 วันที่ผ่านมา ผมแทบไม่เจอบั๊กหรือแครชเลย (เจอเครื่องค้าง 1 ทีต้อง force reset แต่ก็เจอแค่นี้)

แบตเตอรี่

ผมไม่ได้ทดสอบแบตเตอรี่อย่างละเอียดนัก (มัวแต่ไปสนใจเรื่อง Ultra Power Saving Mode เลยไม่มีเวลาทดสอบแบตตามปกติ) แต่จากการนำมันมาใช้เป็นมือถือเครื่องหลัก ใช้งานตามปกติทั่วไป รู้สึก (เอาเอง) ว่ามันอยู่ได้นานกว่า Note 3 ที่ใช้อยู่ปกตินิดหน่อยนะครับ (แน่นอนว่ามีความผันแปรเรื่องแอพที่ใช้งานในแต่ละเครื่องด้วย)

แต่ในภาพรวมแล้วถ้าใช้งานแบบออกจากบ้านตอนเช้า ไปทำงานไม่ค่อยได้แตะมือถือนัก เปิด Wi-Fi/mobile data ไว้ตลอด เล่นบ้างตอนกินข้าวเที่ยงหรือรอรถ-นั่งรถ ก็อยู่ได้ถึงตอนค่ำแบบสบายๆ

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk

สรุป: ไม่เด่นสักทางแต่ก็ไม่เป็นรองใคร

ผมคิดว่า Galaxy S5 เป็นมือถือที่ทำได้เกือบทุกอย่างที่คู่แข่งทำได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านกันน้ำ กล้อง สแกนลายนิ้วมือ แต่ถ้าถามว่ามีอะไรโดดเด่นเหนือคู่แข่ง หรือที่ให้ตะโกนร้อง "ว้าว" ได้บ้าง ก็น่าจะมีแค่ Ultra Power Saving Mode ตัวเดียว (ซึ่งก็คงไม่ใช่ฟีเจอร์ที่เราอยากใช้งานมันบ่อยนัก)

ส่วนหน้าจอที่สวยงาม, ความเร็วในการทำงาน, การรองรับ LTE, แบตเตอรี่ที่อยู่ได้นานขึ้น ก็ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดีและมีประโยชน์ต่อการใช้งานจริงๆ แต่ถ้าถามว่ามันเด่นจนกระโดดข้ามคู่แข่งรายอื่นๆ ในวงการไหม ก็คงไม่มากมายจนทิ้งกันไกลสุดกู่อีกเช่นกัน

ฟีเจอร์ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Kids Mode, Private Mode, ตัวสแกนลายนิ้วมือ ถือเป็นฟีเจอร์เฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้ประโยชน์จากมัน แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้ก็น่าจะเป็น killer feature เฉพาะกลุ่มได้ทันที

แต่ถึงจะไม่โดดเด่น ในมุมกลับ Galaxy S5 ก็เป็นมือถือที่ไม่ค่อยมีจุดอ่อนมากนัก เท่าที่ผมนึกออกมีแค่ดีไซน์ภายนอกที่ยังไม่สมกับเป็น flagship และ UI ที่ยังงงๆ รกๆ อยู่บ้างในบางจุด (ซึ่งก็ถือว่ามีพัฒนาการกว่าเดิมมากแล้ว)

ดังนั้นคงสรุปได้ว่า Galaxy S5 ถือเป็นพวก all-rounder คือไม่มีข้อเสียชัดเจนนัก ข้อดีมีเยอะแต่ไม่โดดเด่นไปสักทาง โดยรวมแล้วถือเป็น Android flagship ของปี 2014 ที่ซื้อไปแล้วไม่น่าจะผิดหวัง (ถือว่า play safe ใต้สมมติฐานว่าเลือก Android ก่อนนะครับ ยังไม่เปรียบเทียบแบบข้ามแพลตฟอร์มเพราะมีปัจจัยเรื่องแอพหรือ UI เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

ซื้อ-ไม่ซื้อ?

แต่ถ้ามาตัดสินใจในขั้นต่อไปว่า เรายังควรจะซื้อมือถือระดับเรือธงอีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบในปี 2014 นี้ คนที่จำเป็นต้องซื้อมือถือระดับ flagship น่าจะเริ่มลดลงเหลือแค่กลุ่ม enthusiast ที่เล่นมือถือตัวท็อปๆ แบบจริงจังเท่านั้น

สำหรับลูกค้าทั่วไป มือถือระดับรองๆ flagship (หรือตัวท็อปของปีที่แล้ว) น่าจะเพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในราคาที่ถูกกว่า flagship มาก ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อจริงๆ การจะซื้อ S5 หรือไม่คงต้องดูสภาพเงินและคู่แข่งในระดับราคาอื่นๆ เปรียบเทียบเป็นทางเลือกด้วยครับ

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk

สรุป: ไม่เด่นสักทางแต่ก็ไม่เป็นรองใคร

ผมคิดว่า Galaxy S5 เป็นมือถือที่ทำได้เกือบทุกอย่างที่คู่แข่งทำได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านกันน้ำ กล้อง สแกนลายนิ้วมือ แต่ถ้าถามว่ามีอะไรโดดเด่นเหนือคู่แข่ง หรือที่ให้ตะโกนร้อง "ว้าว" ได้บ้าง ก็น่าจะมีแค่ Ultra Power Saving Mode ตัวเดียว (ซึ่งก็คงไม่ใช่ฟีเจอร์ที่เราอยากใช้งานมันบ่อยนัก)

ส่วนหน้าจอที่สวยงาม, ความเร็วในการทำงาน, การรองรับ LTE, แบตเตอรี่ที่อยู่ได้นานขึ้น ก็ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดีและมีประโยชน์ต่อการใช้งานจริงๆ แต่ถ้าถามว่ามันเด่นจนกระโดดข้ามคู่แข่งรายอื่นๆ ในวงการไหม ก็คงไม่มากมายจนทิ้งกันไกลสุดกู่อีกเช่นกัน

ฟีเจอร์ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Kids Mode, Private Mode, ตัวสแกนลายนิ้วมือ ถือเป็นฟีเจอร์เฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้ประโยชน์จากมัน แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้ก็น่าจะเป็น killer feature เฉพาะกลุ่มได้ทันที

แต่ถึงจะไม่โดดเด่น ในมุมกลับ Galaxy S5 ก็เป็นมือถือที่ไม่ค่อยมีจุดอ่อนมากนัก เท่าที่ผมนึกออกมีแค่ดีไซน์ภายนอกที่ยังไม่สมกับเป็น flagship และ UI ที่ยังงงๆ รกๆ อยู่บ้างในบางจุด (ซึ่งก็ถือว่ามีพัฒนาการกว่าเดิมมากแล้ว)

ดังนั้นคงสรุปได้ว่า Galaxy S5 ถือเป็นพวก all-rounder คือไม่มีข้อเสียชัดเจนนัก ข้อดีมีเยอะแต่ไม่โดดเด่นไปสักทาง โดยรวมแล้วถือเป็น Android flagship ของปี 2014 ที่ซื้อไปแล้วไม่น่าจะผิดหวัง (ถือว่า play safe ใต้สมมติฐานว่าเลือก Android ก่อนนะครับ ยังไม่เปรียบเทียบแบบข้ามแพลตฟอร์มเพราะมีปัจจัยเรื่องแอพหรือ UI เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

ซื้อ-ไม่ซื้อ?

แต่ถ้ามาตัดสินใจในขั้นต่อไปว่า เรายังควรจะซื้อมือถือระดับเรือธงอีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบในปี 2014 นี้ คนที่จำเป็นต้องซื้อมือถือระดับ flagship น่าจะเริ่มลดลงเหลือแค่กลุ่ม enthusiast ที่เล่นมือถือตัวท็อปๆ แบบจริงจังเท่านั้น

สำหรับลูกค้าทั่วไป มือถือระดับรองๆ flagship (หรือตัวท็อปของปีที่แล้ว) น่าจะเพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในราคาที่ถูกกว่า flagship มาก ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อจริงๆ การจะซื้อ S5 หรือไม่คงต้องดูสภาพเงินและคู่แข่งในระดับราคาอื่นๆ เปรียบเทียบเป็นทางเลือกด้วยครับ

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk

Advertisement Replay Ad
CandyFilm mini แอปจำลองโพลารอยด์ในสมาร์ทโฟน ที่คนรักการถ่ายภาพต้องมี

CandyFilm mini แอปจำลองโพลารอยด์ในสมาร์ทโฟน ที่คนรักการถ่ายภาพต้องมี

แบไต๋ตู้ต่อไป 10 ตู้เย็นยุคใหม่ เป็นเหยื่อรายใหม่ของเรา พาคุณๆ เลาะครัวดู LG Instaview Door-in-Door

แบไต๋ตู้ต่อไป 10 ตู้เย็นยุคใหม่ เป็นเหยื่อรายใหม่ของเรา พาคุณๆ เลาะครัวดู LG Instaview Door-in-Door

Video Call ให้มุ้งมิ้ง ไม่อายหน้าสดศพด้วย Snow

Video Call ให้มุ้งมิ้ง ไม่อายหน้าสดศพด้วย Snow

รีวิว Pixels CCTV Wifi Kit W Series กล้องวงจรปิดไร้สาย คุณภาพ Full HD

รีวิว Pixels CCTV Wifi Kit W Series กล้องวงจรปิดไร้สาย คุณภาพ Full HD

Review Laptop บางเบาสเปคจัดหนัก Asus Zenbook 3 Deluxe

Review Laptop บางเบาสเปคจัดหนัก Asus Zenbook 3 Deluxe

เช็คแกรมม่าให้แม่นเป๊ะในไม่กี่วินาที ด้วยแอป SpellChecker

เช็คแกรมม่าให้แม่นเป๊ะในไม่กี่วินาที ด้วยแอป SpellChecker

สัมผัสแรกของลำโพง Fender (เฟนเดอร์) ตำนานลำโพงที่คุณภาพดี ราคายังจับต้องได้

สัมผัสแรกของลำโพง Fender (เฟนเดอร์) ตำนานลำโพงที่คุณภาพดี ราคายังจับต้องได้

รีวิว ASUS Zenfone 4 Max Pro มือถือเหมาะมือ แบตฯอึด เน้นการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังคู่

รีวิว ASUS Zenfone 4 Max Pro มือถือเหมาะมือ แบตฯอึด เน้นการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังคู่

รีวิว SCB EASY 30 กดเงินจากตู้ ATM ไม่ง้อบัตร คุ้มครองเงินหายเป็นแสน

รีวิว SCB EASY 30 กดเงินจากตู้ ATM ไม่ง้อบัตร คุ้มครองเงินหายเป็นแสน

รีวิว Samsung Galaxy J7+ (Plus) มือถือที่ให้คุณมากกว่าแค่กล้องคู่หน้าชัดหลังเบลอ

รีวิว Samsung Galaxy J7+ (Plus) มือถือที่ให้คุณมากกว่าแค่กล้องคู่หน้าชัดหลังเบลอ

สัมผัสแรก Wiko View มือถือหน้าจอกว้างที่เหมาะมือ ในราคาเบา ๆ

สัมผัสแรก Wiko View มือถือหน้าจอกว้างที่เหมาะมือ ในราคาเบา ๆ

สัมผัสแรก Sony Xperia XZ1 มือถือรองท็อปที่โดดเด่นเรื่องการถ่ายรูปแบบ 3D แบบเรียวไทม์ที่สะดวกสุด

สัมผัสแรก Sony Xperia XZ1 มือถือรองท็อปที่โดดเด่นเรื่องการถ่ายรูปแบบ 3D แบบเรียวไทม์ที่สะดวกสุด

How to make Origami แอปที่คนชอบ พับกระดาษ  พลาดไม่ได้

How to make Origami แอปที่คนชอบ พับกระดาษ  พลาดไม่ได้

สัมผัสแรกกับลำโพง JBL Pulse 3 ที่สวยเพราะไฟ และพลังเสียงรอบทิศ

สัมผัสแรกกับลำโพง JBL Pulse 3 ที่สวยเพราะไฟ และพลังเสียงรอบทิศ

หลากเหตุผลดีๆ ที่คุณควรมีแอป TED Talk ติดเครื่อง

หลากเหตุผลดีๆ ที่คุณควรมีแอป TED Talk ติดเครื่อง

รีวิว Nubia M2 Play มือถือสเปคพอเพียง แต่ได้กล้องดีในงบไม่เกิน 6,000 บาท

รีวิว Nubia M2 Play มือถือสเปคพอเพียง แต่ได้กล้องดีในงบไม่เกิน 6,000 บาท

รีวิว Nokia 8 เรือธงของโนเกีย กับการกลับมาจับมือกับเพื่อนเก่าอย่าง Zeiss

รีวิว Nokia 8 เรือธงของโนเกีย กับการกลับมาจับมือกับเพื่อนเก่าอย่าง Zeiss

MD EyeCare แอปฟรี ตรวจความผิดปกติของดวงตาด้วยตัวเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

MD EyeCare แอปฟรี ตรวจความผิดปกติของดวงตาด้วยตัวเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

รีวิวแอป Clear แอปฟรีที่รวมเลกเชอร์ชั้นยอด ที่เด็กมัธยมและมหาลัย ต้องมี

รีวิวแอป Clear แอปฟรีที่รวมเลกเชอร์ชั้นยอด ที่เด็กมัธยมและมหาลัย ต้องมี

รีวิวแอป Cookpad สวรรค์บนโลกออนไลน์ของคนรักการทำอาหาร

รีวิวแอป Cookpad สวรรค์บนโลกออนไลน์ของคนรักการทำอาหาร

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์