iPad Air 2 (iPad 6) Review [ที่สุดของแท็บเล็ต ก่อน iPad Plus จะมา]

iPad Air 2 (iPad 6) Review [ที่สุดของแท็บเล็ต ก่อน iPad Plus จะมา]

iPad Air 2 (iPad 6) Review [ที่สุดของแท็บเล็ต ก่อน iPad Plus จะมา]

notebookspec

สนับสนุนเนื้อหา

    แท็บเล็ตอย่าง iPad เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จาก Apple ที่หลายๆ คนรอการกลับมาของรุ่นใหม่ ที่ในตอนนี้ก็เปิดตัวและวางขายกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ iPad Air 2 ที่ถือเป็น iPad รุ่นที่ 6

    ซึ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก คือหน้าตาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับ iPad Air เหมือนเดิม ในเรื่องของวัสดุงานประกอบ แต่ที่แตกต่างออกไปจะเป็นในเรื่องของดีไซน์ที่บางเบากว่าเดิม รวมไปถึงติดตั้งเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมืออย่าง Touch ID อย่างที่ใช้ใน iPhone 6/6 Plus โดยยังคงใช้ความละเอียดหน้าจอและขนาดหน้าจอเท่าเดิมอยู่

    ในส่วนของสเปกภายใน iPad Air 2 ก็เรียกได้ว่าจัดเต็มด้วยชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด อีกทั้งยังมาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวช่วย

    เพื่อให้การทำงานโดยรวมนั้นดียิ่งกว่าเดิม ทำให้พูดได้เลย ว่า iPad Air 2 เครื่องนี้เป็นอีกหนึ่งสุดยอดแท็บเล็ตในตลาดที่น่าสนใจ สนนราคา iPad Air 2 เริ่มต้นอยู่ที่ 16,900 บาท เทียบกับรุ่นก่อนหน้าก็เรียกได้ว่าเท่าเดิม แต่ได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าใครสนใจจะซื้อ iPad เครื่องใหม่อยู่แล้ว ห้ามพลาดชมบความรีวิวนี้กันเลย

Specification

    iPad Air นั้นนอกเหนือจากจะอัพเกรดชิปประมวลผลเป็น Apple A8 Triple-Core ความเร็ว 1.6 GHz ทำงานแบบ 64-bit มาพร้อมชิปประมวลผลกราฟิกPowerVR GXA6850 ที่เป็นแบบ Quad-core พร้อมแรมขนาด 2GB (เพิ่มขึ้นเท่าตัว)

    แน่นอนว่าในส่วนของการประมวลผลกราฟิกที่เพิ่มขึ้นนี้ต้องทำมารองรับการทำงานกับหน้าจอ Retina Display  ให้มีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบการทำงานของเกม 3 มิติ ต่างๆ ที่จะให้ภาพที่แสดงออกมานั้นมีความสวยงามมากกว่าเดิม และเปลี่ยนเป็นพอร์ต Lightning หน้าตาใหม่แล้ว

    รวมไปถึงยังเสริมด้วยชิปประมวลผล Apple M8 ที่ช่วยในการทำงานของเซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวลักษณะต่างๆ เรียกได้ว่า iPad Air 2 นั้นแรงกว่า iPhone, iPad ทั้งหมด เท่าที่เคยมีมาทีเดียว

    โดย iPad Air 2 แบ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาถูกสุดก็คือตัว Wi-Fi 16GB และไล่มาเป็น 64GB, 128GB ซึ่งเราก็ต้องเลือกตามลักษณะการใช้งานของเรานะครับ ว่าต้องการความจุมาขนาดไหน

    หรือถ้าใครจำเป็นต้องนำ iPad ไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ แล้วล่ะก็ ทาง Apple ก็จัดรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สายไว้ให้ โดยใน iPad Air 2 นี้ สนับสนุนการใข้งานระดับ 4G (แน่นอนว่าใช้ 3G, 4G ในเมืองไทยได้แน่นอน) ซึ่งในส่วนของความจุนั้น ก็แบ่งเป็น 16GB, 64GB, 128GB เช่นกัน ซึ่งรวมแล้ว iPad Air 2 นี้แบ่งออกเป็น 6 รุ่นด้วยกันนะครับ

-  Wi-Fi 16GB : 16,900 บาท
-  Wi-Fi 64GB : 20,400 บาท
-  Wi-Fi 128GB : 23,900 บาท
-  Wi-Fi + Cellular 16GB : 21,400 บาท
-  Wi-Fi + Cellular 64GB : 24,900 บาท
-  Wi-Fi + Cellular 128GB : 28,400 บาท

Hardware / Design

    ว่าด้วยเรื่องอุปกรณ์ภายในกล่องของ iPad Air 2 กันก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยตัวเครื่อง, สาย USB > Lightning, อแดปเตอร์ USB, คู่มือการใช้งานเบื้องต้น และสติ๊กเกอร์โลโก้ Apple ซึ่งแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ iPad นั้น ไม่มีหูฟังแถมมาให้อย่างใน iPhone หรือ iPod นะครับ ต้องซื้อแยกเองอีกทีหากต้องการใช้งาน

    iPad Air 2 เครื่องที่ทีมงานใช้ในการรีวิวนั้นเป็นรุ่น WiFi ความจุ 16 GB สีทองหรืออีกชื่อทางการก็คือ Gold ที่จัดได้ว่าเป็นสีใหม่เหมือนกับ iPhone 6/6Plus สำหรับงานประกอบตัวเครื่องนั้นก็มีความแน่นหนาตามมาตรฐานของ Apple โดยด้านหน้าเป็นกระจก Gorilla Glass ที่มีคุณสมบัติกันรอยกันกระแทกในระดับนึง

    ซึ่งมีการสะท้อนแสงอยู่พอสมควรแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ขอบของตัวเครื่องด้านหน้าจะเป็นขอบเงาๆ ที่เกิดจากการใช้เพชรเจียระไนขอบอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับ iPhone 5s, iPad mini, iPod Touch รุ่นล่าสุด

    ที่นอกเหนือจะให้ในเรื่องความสวยงามหรูหราแล้ว ยังส่งผลให้จับถือได้ถนัดมือมากยิ่งขึ้นจากที่ดีไซน์แบบนี้ รูปทรงโดยรวมถ้าจะบอกว่าเป็น iPad Air ที่มีความบางกว่าเดิม รวมไปถึงยังมีน้ำหลักเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย

    นอกจากนี้ ยังมีกล้องหน้าและเซ็นเซอร์วัดแสงอยู่ตรงกลาง ส่วนบนของจอ และปุ่ม Home ก็อยู่ตามตำแหน่งเดิมๆ แต่มีความพิเศษตรงที่ปุ่ม Home นั้นเป็น Touch ID ไปเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าสามารถใช้งานได้อย่าง iPhone 6/6 Plus ไม่กแตกต่างกัน

    วัสดุที่ใช้เป็นฝาหลังของ iPad Air 2 ก็คืออะลูมิเนียมที่ผ่านการอะโนไดซ์มาแล้ว ที่แน่นอนว่าผิวสัมผัสจึงแทบจะไม่ต่างกับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ของ Apple เลย

    ส่วนสีของฝาหลังนั้นก็จะเป็นไปตามสีเครื่องครับ อย่างรุ่นสีทอง ก็จะมีฝาหลังสีทองอ่อนๆ ส่วนรุ่นสีขาวก็จะมีฝาหลังสีขาวๆ เงินๆ ส่วนสี Space Gray ก็จะเป็นสีเทา เรียกได้ว่าสีสันแบบเดียวกับ iPhone 6/6Plus ก็ว่าได้

    ตำแหน่งของปุ่มกดต่างๆ ก็ยังคงเดิมไม่ว่าจะเป็น Wake/Sleep อยู่ตรงมุมบนขวาของเครื่อง (เทียบจากด้านหน้า) และปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง

    โดยมีสิ่งที่ต่างไปจาก iPad รุ่นก่อนๆ ก็คือ สวิตช์เปิด/ปิดเสียง (หรือจะตั้งค่าเป็นปุ่มล็อกการหมุนหน้าจอก็ได้) ที่ปกติอยู่ทางฝั่งขวาของเครื่อง ใน iPad Air 2 นั้น ได้ถูกตัดทิ้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    ส่วนทางด้านซ้ายที่โล่งไม่มีปุ่มหรืออะไรใดๆ เลย และช่องเสียบหูฟังจะอยู่ทางด้านบนของตัวเครื่องตามมาตรฐาน สุดท้ายกับด้านล่างของตัวเครื่องก็เป็นตำแหน่งของพอร์ต Lightning และลำโพงสเตอริโอ เรียกได้เป็น iPad ขนาดปกติตัวรุ่นที่สองที่มาพร้อมกับลำโพงแบบสเตอริโอทีเดียว นอกจากนี้ยังติดตั้งไมโครโฟนมาถึง 2 ตัวด้วยกันตรงบริเวณกล้องด้านหลัง

    พร้อมกันนั้นบริเวณกลางตัวเครื่องจะมีโลโก้ Apple แบบมันวาว และข้อมูลเกี่ยวตัวเครื่องตรงด้านล่างของโลโก้ ตามแบบฉบับของผลิตภัณฑ์ iDevice ที่เรามักคุ้นกันดี ที่สำคัญ iPad Air 2 ที่นำมารีวิวนั้นไม่ได้ใส่เคสแต่อย่างใดนะครับ

    ซึ่งเท่าที่เล่นมาเป็นเดือนก็ไม่พบว่าขอบตัวเครื่องหรือด้านหลังมีรอยขนแมว แต่อย่างใดเลย ถือว่ามีความทนทานระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่ว่าสวยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    ขอบของเครื่องด้านหลังจะมีความโค้งมนเข้ามือ ทำให้สามารถถือ iPad Air 2 อยู่ในมือได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดร่วงจากมือเท่าไหร่นัก เรียกได้ว่าไม่แตกต่างจาก iPad Air รุ่นแรกที่ถือมือเดียวก็ถนัดเหมือนกัน

    ส่วนตัวกล้องหลังของ iPad Air 2 จะฝังแนบมาเป็นเนื้อเดียวกับฝาหลัง มีอะลูมิเนียมเนื้อเดียวกับฝาหลังเป็นขอบแยกออกมา ที่ส่วนกล้องจะนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวเครื่องที่บางมากนั่นเอง

Screen / Speaker

    ในส่วนของหน้าจอแสดงผลของ iPad Air 2 มีขนาด 9.7 นิ้ว และความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล หรือ 264 พิกเซลต่อตารางนิ้ว (PPI) สัดส่วนจอเป็น 4:3 แบบเดิมๆ ซึ่งต่างจากสัดส่วนจอของ iPhone 6/6Plus รุ่นล่าสุดที่เป็น 16:9 รวมไปถึงแท็บเล็ต Android ที่ส่วนมากเป็น 16:9 เรียกได้ว่าสัดส่วนหน้าจอ 4:3 นี้เหมาะมากๆ ที่จะใช้อ่าน E-Book หรือ แอพพลิเคชั่น แม็กกาซีนที่ให้ดาวน์โหลดได้ต่างๆ

    ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีความหนาแน่นเท่ากับ iPhone 6/6 Plus ซึ่งค่าอยู่ที่ 326 ppi/401 ppi หรือ iPad mini 3 แต่ก็เรียกได้ว่าเพียงพอต่อการใช้บนแท็บเล็ตแล้วครับ เพราะปกติเราจะใช้ห่างตากว่าบนสมาร์ทโฟนอยู่แล้วครับ ฉะนั้นความละเอียดมากไปกว่านี้ก็จะไม่เห็นความแตกต่าง

    iPad Air 2 มีหน้าจอที่เป็นการรวมเลเยอร์ที่แต่เดิมมี 3 เลเยอร์เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งนอกจากจะได้จอภาพที่บางกว่าเดิมแล้ว ยังส่งผลดีต่อการแสดงผลด้วยครับ สีสันที่ได้จากหน้าจอมีความสดใสยิ่งขึ้น คอนทราสต์จัดกว่าเดิม และที่สำคัญมีการเคลือบสารกันสะท้อน

    โดย Apple เคลมว่าจอภาพของ iPad Air 2 เนี่ยเป็นจอภาพที่มีแสงสะท้อนน้อยที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตรุ่นอื่นๆ ซึ่งจากการใช้งานจริงก็ต้องบอกว่า iPad Air 2 นี่ทำออกมาได้เนียนจริงๆ แสงสะท้อนที่หน้าจอมีน้อยกว่าเดิมมาก ต่อให้ใช้งานกลางแดดจัดก็ยังเร่งแสงหน้าจอสู้แดดได้สบายๆ


    ลำโพงที่ติดตั้งมาใน iPad Air 2 ถือว่าเป็นลำโพงระบบสเตอริโอ (มีลำโพงสองตัว) ตัวที่สองใน iPad ขนาดปกติ โดยจากเท่าที่ทดลองฟัง พบว่ามีความแตกต่างจากลำโพงใน iDevice ตัวอื่นๆ เล็กน้อย แต่ที่สำคัญคือให้เสียงค่อนข้างดัง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีคุณภาพเสียงมากมายอะไรนัก (แต่ก็ดีกว่าเดิมแบบรู้สึกได้)

    แนะนำว่าถ้าให้ดีก็ควรต่อหูฟัง หรือเชื่อมต่อกับลำโพงจะเหมาะกว่า ซึ่งคุณภาพจัดได้ว่าไพเราะกว่าการใช้ iPhone ฟังเพลงแน่นอน ไม่ว่าจะเชื่อมต่อด้วยสายหรือแบบไร้สายด้วยสัญญาณ Bluetooth ก็ตามที และสำหรับไมโครโฟนที่ไว้ใช้งานสนทนา VDO Call หรืออัดเสียงเป็นหลักจะอยู่บริเวณขอบกล้องหลังของเครื่องที่ช่วยในการตัดเสียงรบกวน ซึ่งเพิ่งติดตั้งมาให้ครั้งแรกบน iPad Air 2 เครื่องนี้

Connector / Thin And Weight

    iPad Air 2 ก็เป็นอีกเป็น iPad ขนาดปกติรุ่นที่ 3 แล้ว ที่หันไปใช้พอร์ต Lightning โดยตัวพอร์ตเองนั้นได้ถูกติดตั้งบริเวณขอบด้านล่างของตัวเครื่องโดยอยู่กึ่งกลางลำโพงสเตอริโอ ในส่วนของการใช้งานนั้นต้องบอกว่ามีความสะดวกสบายมากกว่าเดิมพอสมควร เพราะด้วยขนาดที่เล็กลง

    ซึ่งการเชื่อมต่อนั้นยังไม่จำเป็นต้องมาคอยดูว่าเสียบถูกด้านไหน เพราะว่าทาง Apple ออกแบบให้พอร์ต Lightning เชื่อมต่อได้ทั้งสองด้านเลย ไม่ต้องพลิกบนล่างอย่างที่เคยมีมา

    สำหรับสาย เชื่อมต่ออีกด้านก็จะเป็นแบบ USB ที่เองนั้นสามารถใช้งานในการซิงค์ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์หรือชาร์จพลังงานก็ สามารถทำได้ทั้งชาร์จด้วย USB จากคอมพิวเตอร์ หรือชาร์จจากอแดปเตอร์ก็ทำได้ทันที

    โดยตัวอแดปเตอร์ที่ทาง Apple ให้มามีขนาด 2.1A เช่นเดียวกับที่ให้มาใน iPad Air รุ่นแรกส่วนมุมบนซ้ายก็เป็นตำแหน่งของช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร

    iPad Air 2 มีเรื่องที่เป็นจุดเด่นเลยก็คือ การปรับเปลี่ยนรูปทรงให้มีความบางและเบาลงอย่างรู้สึกได้และเห็นได้ด้วยตา เปล่า โดยมีน้ำหนักเพียง 437 กรัมเท่านั้น (iPad Air หนัก 469 กรัม)

    เรียกได้ว่าเบามากๆ ซึ่งจากการทดลองใช้งานจริงก็ถือใช้งานมือเดียวได้อย่างสบายๆ ไม่ล้ามือมากนัก ต่างกับ iPad รุ่นก่อนในแง่ของตัวเลขสเปก

    แต่ก็รุ้สึกได้เล็กน้อยว่าดีขึ้นกรณีที่ถือมือเดียวนานๆ นอกเหนือไปจากนี้ตัวเครื่องยังมีความบางที่บางลงกว่าเดิมเพียง 6.1 มิลลิเมตรเท่านั้น (iPad 4 หน้า 7.5 มิลลิเมตร)

    แม้ว่ามิติตัวเครื่อง iPad Air 2 จะได้รับการออกแบบให้เล็กและแคบลงกว่าเดิม เพื่อการพกพาที่สะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร จนหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันไม่เห็นจะเป็นนวัฒกรรมอะไรเลย

    แต่ก็ต้องบอกว่าการที่เราได้ iPad ที่ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยที่น้ำหนักเบาลงและตัวเครื่องเล็กลงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ผลิตรายไหนจะทำก็ได้ ที่แม้พูดไปอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนมากนัก เราก็สามารถชมได้จากภาพประกอบเทียบ iPad Air 2 ระหว่าง iPhone 6 Plus และ MacBook Pro Retina 15 ได้เลย

* iPad Air รุ่น Wi-Fi + Cellular จะมีน้ำหนักมากกว่ารุ่น Wi-Fi ปกติ 7 กรัม

Batt / Heat

    ด้วยการที่ iPad Air 2 เปลี่ยนไปใช้ชิปประมวลผลจาก Apple A7 เป็น Apple A8 พร้อมเพิ่มชิปช่วยประมวลอีกตัวอย่าง M8 ยังคงมีอัตราการใช้พลังงานต่ำลงกว่าเดิม

    ด้วยมาตรฐานของ Apple ระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องก็ยังต้องเป็น 10 ชั่วโมงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ด้วยขนาดที่เล็กและบางลงเบาลง จึงทำให้ iPad Air 2 นี้ มีความจุของแบตเตอรี่น้อยลงกว่าเดิม

    เรียกได้ว่าหากเทียบความจุแบตเตอรี่กับโน้ตบุ๊กทั่วไปจะเห็นได้ชัดเจนว่ามี ความจุมากกว่า 2-3 เท่าทีเดียว

    โดยจากการทดสอบใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi สลับกับการเล่นเกม 3 มิติบ้างตลอดทั้งวัน ตัวของ iPad Air 2 ก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ชั่วโมงจริงๆ ยิ่งสำหรับคนที่ไม่เล่นต่อเนื่องขนาดนี้ 2-3 วันชาร์จไฟครั้งหนึ่งก็ยังได้ ส่วนการชาร์จไปเข้า iPad Air 2 จาก 10% ถึง 100% จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงได้ครับ ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่นานจนเกินไป

    ด้วยชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพที่ดียิ่ง ส่งผลให้มีความร้อนมีมาก โดยส่วนที่ร้อนที่สุดจะเป็นส่วนของมุมซ้ายล่างของเครื่อง (หันจอเข้าหาตัว)

    เนื่องด้วยเป็นตำแหน่งของชิปประมวลผลต่างๆ ของเครื่อง ทำให้เป็นบริเวณที่มีความร้อนสะสมมากที่สุดของเครื่อง อีกทั้งฝาหลังที่ใช้เป็นอะลูมิเนียมอีก ซึ่งช่วยให้ความร้อนภายในถ่ายเทออกมาได้เร็ว แต่ทั้งนี้ก็จะทำให้รู้สึกร้อนมือได้เร็วเช่นเดียวกัน

    โดยเท่าที่ลองใช้งานมาระยะหนึ่ง พบว่าความร้อนของเครื่องน้อยกว่า iPad Air รุ่นแรกอยู่เล็กน้อย ขณะเล่นเกมก็ยังพอสามารถจับเครื่องเล่นได้อยู่ (นั่งในห้องแอร์หรือห้องที่มีพัดลม) แต่ถ้าอยู่ในนอกสถานที่ที่ค่อนข้างร้อน ตำแหน่งซ้ายล่างของเครื่องจะร้อนมากขึ้น แต่ก็ไม่ขนาดที่จับไม่ได้นะครับ เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงเรื่องความร้อนได้ดีกว่าเดิมพอตัว

Camera

    กล้องด้านหน้าของ iPad Air 2 จะอยู่บริเวณด้านหน้าส่วนบนของตัวเครื่อง พร้อมรองรับความละเอียดที่ 1.2 ล้านพิกเซล (1280 x 720 พิกเซล) ที่ 30 เฟรม แน่นอนว่าไว้สนับสนุนการใช้งาน VDO Call อย่าง FaceTime

    ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่วนตัวกล้องหลักเองก็สามารถถ่ายภาพความละเอียดได้ที่ 8 ล้านพิกเซล ที่เรียกได้ว่าความละเอียดเทียบเท่ากับ iPhone 6/6Plus ซึ่งเป็นระบบ Autofocus ซึ่งเราสามารถเลือกจุดโฟกัส (Tab to Focus) พร้อมวัดแสงได้เอง

    ด้วยการใช้นิ้วจิ้มไปยังบริเวณในภาพที่ต้องการ โดย iPad Air 2 นั้น ได้ใช้เซ็นเซอร์และชุดเลนส์ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ด้วยสเปก รูรับแสงขนาด ƒ/2.4, ชุดเลนส์ห้าชิ้น, ฟิลเตอร์ Hybrid IR, เซ็นเซอร์รับแสง ด้วยส่วนหลัง ส่งผลให้คุณภาพของภาพที่ได้ออกมานั้นมีความสวยงามและชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้สวยงามไปกว่า iPhone 6/6 Plus แต่อย่างใด

    นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติถ่ายวีดีโอได้ความละเอียด 1080P แบบ 30 เฟรม ยังสามารถถ่ายโหมด Time Lapse และ Slo-Mo รวมไปถึงภาพนิ่ง Panorama ได้อีกด้วย แต่ในเรื่องของแฟลชก็ยังไม่ได้ติดตั้งมาให้ครับ ยังไงในส่วนของคุณภาพของไฟล์ภาพ

    คงต้องไปดูในส่วนของตัวอย่างภาพถ่ายที่อยู่ทางด้านข้างนะครับ (สามารถกดคลิกเข้าไป เพื่อชมภาพขนาดจริงได้ โดย 2 ภาพบนจะเป็นกล้องหน้านะครับ) ที่ต้องบอกว่าน่าประทับใจทีเดียวกับภาพจากบนแท็บเล็ตเครื่องนี้

    ในตัวแอพพลิเคชั่น Camera เองมีระบบ Auto Focus ที่ใช้เป็นแบบ Tab to Focus (โฟกัสตรงตำแหน่งนั้นๆ พร้อมกับการวัดค่าแสง) ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลไวพอสมควรด้วยหน่วยประมวลผล Apple A8 ทำให้กดปุ๊ปถ่ายปั๊ป สำหรับ User Interface นั้น ก็ดูเรียบง่ายตามสไตล์ของ iOS8

    เรียกได้ว่าคล้ายกับที่อยู่ใน iPhone เลยก็ว่าได้ โดยเพียงแค่ปรับปุ่มชัตเตอร์ไว้ด้านข้างเท่านั้น (ใช้งานถนัดขึ้นเยอะเวลาถือสองมือ) ฉะนั้นใครที่ใช้ iPhone อยู่แล้วก็ไม่ยากที่จะเรียนรู้เลยครับ

    พร้อมกันนั้นเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้วก็สามารถจัดการแต่งภาพเบื้องต้นได้เลย เช่น หมุนภาพแนวตั้งแนวนอน, ปรับความสว่างของภาพ, แก้ตาแดง และ Crop ภาพตามต้องการ อย่างที่ก่อนหน้านี้แล้ว

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

Conclusion

    สมบูรณ์แบบขนาดนี้ยังต้องการอะไรอีกสำหรับ iPad Air 2 ซึ่งถ้าจะบอกว่า iPad ที่ดีเยี่ยมที่สุดก็คงไม่ผิดนัก เพราะที่ผ่านมาสำหรับ iPad ขนาดปกติหน้าจอ 9.7 นิ้ว ก็มีข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง อาทิ รุ่นแรกก็ทั้งหนาและหนักแถมจอไม่ละเอียด

    ต่อมารุ่นสองก็ดีขึ้นตรงเบาลงบางลงแต่จอก็ไม่ละเอียดอยู่ดี จนมาถึงรุ่นสามขนาดตัวเครื่องก็กลับมาหนาและหนัก ที่แม้ว่าหน้าจอจะเป็น Retina Display แล้วก็ตาม แต่ดันมีปัญหาเรื่องความแรงเพราะด้วยสเปกที่แรกขึ้น และก่อนรุ่นล่าสุดอย่างรุ่นที่ 4 ก็มีการแก้ไขเรื่องความร้อนพร้อมเปลี่ยนพอร์ตเป็น Lightning แต่ก็ยังหนาและหนักเหมือนเดิม

    จนถึง iPad Air ก็มาพร้อมความบางและเบาอย่างเหลือเชื่อถือไช้งานมือเดียวได้สบายๆ อีกทั้งยังให้ประสิทธิภาพความแรงที่ดีเยี่ยม โดยที่ไม่เกิดปัญหาเรื่องความร้อนแต่อย่างใด และสุดท้าย iPad Air 2 ที่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าถ้า Steve Jobs ไม่ด่วนล่วงลับไปเสียก่อน คงได้มีน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว ฮาาา

    iPad Air 2 หรือ นั้น นับได้ว่าเป็นเเท็บเล็ตที่ดีที่สุดในตลาดปัจจุบัน ด้วยความสวยงามในด้านฮาร์ดเเวร์ วัสดุ น้ำหนัก ความบาง ความลื่นไหลในการใช้งาน เเละเเอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย (แน่นอนว่าใครใช้งานจริงคงรู้ดี)

    เรียกได้ว่าทำให้สมหวังกันเสียทีเมื่อเทียบกับ iPad รุ่นก่อนๆ แต่อย่างไรก็ตาม iPad คงไม่ใช่คำตอบในการใช้งานแท็บเล็ตของหลายๆ คนแน่นอน เพราะเอาเข้าจริงก็ยังขาดคุณสมบัติอีกหลายส่วน อาทิเช่น ปากกา หรือความอิสระในการถ่ายโอนข้อมูล (Apple จำกัดไว้เพราะมีตกลงเรื่องลิขสิทธิ์อย่างเพลงหรืภาพยนตร์)

    นอกเหนือจากนี้ iPad Air ในเรื่องของในการที่เราจะทำอะไรก็ตามก็ต้องอาศัยโปรแกรม iTunes ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เสมอ ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแนวทางของ iOS อยู่แล้ว (ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแน่นอน)

    ซึ่งถ้าใครเคยใช้งาน iPad รุ่นก่อนๆ มา จะเห็นว่าการมาของ iPad Air 2 ครั้งนี้เห็นได้ชัดในเรื่องของซอฟต์แวร์อย่าง iOS 8 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว

    รวมไปถึงความรวดเร็วเเละการใช้งานที่ดีกว่าจากชิปประมวลผล Apple A8และ M8 ที่เร็วขึ้น รวมไปถึงรูปแบบการเชื่อมต่อพอร์ต Lightning ที่ทำให้เราสามารถใช้งาน iPad ได้สะดวกมากกว่าถ้าใช้งานคู่กับ iPhone     6 หรือ iPhone 6 Plus อยู่แล้ว

    สำหรับคนที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของเเท็บเล็ตอะไรมากก่อนเลย ก็ต้องขอบอกว่า iPad Air 2 ก็ให้สิ่งที่ดีที่สุดในราคาที่ไม่ต้องคิดมากมาย ด้วยราคาที่เริ่มต้นเพียง 16,900 บาท (เท่ากับ iPad Air รุ่นแรก) แต่ถ้าใครใช้ iPad Air อยู่แล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องสนใจมากนัก


    หากไม่ต้องได้ใช้งานที่ลื่นไหลและความบางเบามากกว่าเดิม (แต่สำหรับบางคนก็ถือได้เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว) รวมไปถึงใครคนไหนที่ต้องการใช้งานพกพาบ่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพอาจจะเป็นรอง iPad Air 2 (เป็นรองเยอะด้านประสิทธิภาพ) ก็สามารถมาจับจอง iPad mini 3 แทน iPad Air 2 ได้นะครับ สนนราคาก็เริ่มต้นเพียง 13,400 บาทเท่านั้นเอง (แต่ถ้าไม่เน้นเล็กก็ซื้อ iPad Air 2 ไปเถอะครับ)

จุดเด่น

-  มีดีไซน์และความสวยงามหรูหราตามแบบฉบับของ Apple
-  ตัวเครื่องมีความบางและเบากว่ารุ่นก่อน จับถือและพกพาได้ง่ายยิ่งขึ้น
-  หน้าจอมีความสวยงาม ด้วย Retina Display จากความละเอียดและพาเนล IPS
-   ชิปประมวลผลเป็น Apple A8 ความเร็ว 1.6GHz ทำงานแบบ 64-bit
-  มีชิปประมวลผล Apple M8 เป็นตัวช่วยทำงาน เรื่องของเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว
-  ประสิทธิภาพดีกว่า iPad รุ่นก่อนๆ แบบรู้สึกได้เหมือนใช้งานหนักๆ อย่างเล่นเกม 3 มิติกราฟิกสูง
-  ลำโพงให้คุณภาพเสียงดีกว่าเดิม แบบรู้สึกได้ทันทีเมื่อเปิดเพลงหรือดนตรี
-  ราคาคุ้มค่าเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ ในทั้งส่วนของงานประกอบและแอพพลิเคชั่น
-  แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานร่วม 10 ชั่วโมง
-  มีสีทองให้เลือกซื้อเหมือนกับ iPhone
-  มาพร้อม Touch ID เหมือนกับ iPhone
-  ประสิทธิภาพกล้องดีกว่าเดิม

ข้อสังเกต


-  ถ้าใครเน้นพกพาเป็นหลักก็ลองดูเป็น iPad mini 3 ได้
-  ยังมีข้อกำจัดเดิมๆ เหมือน iPad รุ่นที่ผ่านๆ มา
-  ไม่สามารถใช้งานร่วมกับเคส iPad Air รุ่นแรกได้ เนื่องจากช่องของกล้องไม่ตรงกัน



ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

รีวิว Dell XPS 13 2 in 1 คอมพิวเตอร์พกพา สวยจนได้รางวัล และสเปคเทพ

รีวิว Dell XPS 13 2 in 1 คอมพิวเตอร์พกพา สวยจนได้รางวัล และสเปคเทพ

รีวิว HTC U11 ความหวังสำคัญของมือถือเรือธงจากผู้ผลิต Smart Phone ชื่อดัง

รีวิว HTC U11 ความหวังสำคัญของมือถือเรือธงจากผู้ผลิต Smart Phone ชื่อดัง

[รีวิว] AirPods หูฟังไร้สายจาก แอปเปิล ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเกินคาด

[รีวิว] AirPods หูฟังไร้สายจาก แอปเปิล ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเกินคาด

รีวิว Galaxy Tab S3 แท็บเล็ตสุดคูลที่มากับปากกา S Pen สุดล้ำ

รีวิว Galaxy Tab S3 แท็บเล็ตสุดคูลที่มากับปากกา S Pen สุดล้ำ

เห็นกันหรือยัง...Samsung C9 Pro มือถือจอยักษ์ ราคาไม่ดุ ที่กำลังมาแรงตอนนี้

เห็นกันหรือยัง...Samsung C9 Pro มือถือจอยักษ์ ราคาไม่ดุ ที่กำลังมาแรงตอนนี้

สัมผัสแรก ASUS Zenbook และ Vivobook รุ่นใหม่ สเปคใหม่กับดีไซน์ใหม่ที่น่าสนไม่เบา

สัมผัสแรก ASUS Zenbook และ Vivobook รุ่นใหม่ สเปคใหม่กับดีไซน์ใหม่ที่น่าสนไม่เบา

รีวิวพรินเตอร์ที่ออฟฟิศควรมี  ‘Epson L655’ ฟังก์ชั่นครบ จบในเครื่องเดียว

รีวิวพรินเตอร์ที่ออฟฟิศควรมี ‘Epson L655’ ฟังก์ชั่นครบ จบในเครื่องเดียว

รีวิว OPPO A77 รุ่นกลาง สเปคดี กับกล้องหน้าละลายหลังได้

รีวิว OPPO A77 รุ่นกลาง สเปคดี กับกล้องหน้าละลายหลังได้

สัมผัส สั้น ๆ กับ Smart Watch หลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจที่มีขายทางออนไลน์

สัมผัส สั้น ๆ กับ Smart Watch หลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจที่มีขายทางออนไลน์

พรีวิว Sony Xperia XZ Premium และ Xperia XA1 Ultra มือถือสเปคคุ้ม กับอีกเทคโนโลยี 4K บนมือถือ

พรีวิว Sony Xperia XZ Premium และ Xperia XA1 Ultra มือถือสเปคคุ้ม กับอีกเทคโนโลยี 4K บนมือถือ

รีวิว dtac phone x3 มือถือจากผู้ให้บริการ แต่เน้นการถ่ายภาพในราคาคุ้มค่า

รีวิว dtac phone x3 มือถือจากผู้ให้บริการ แต่เน้นการถ่ายภาพในราคาคุ้มค่า

แกะ MacBook Pro และ MacBook 2017 พบความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

แกะ MacBook Pro และ MacBook 2017 พบความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

2 Apps ตัดความรำคาญจากมือถือที่ควรติดมีประจำเครื่อง

2 Apps ตัดความรำคาญจากมือถือที่ควรติดมีประจำเครื่อง

รีวิว HTC U Ultra มือถือจอคู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ HTC

รีวิว HTC U Ultra มือถือจอคู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ HTC

รีวิว ASUS Zenfone Live ไลฟ์สวย ๆ ด้วยฟีเจอร์จัดหนักที่กล้องหน้า

รีวิว ASUS Zenfone Live ไลฟ์สวย ๆ ด้วยฟีเจอร์จัดหนักที่กล้องหน้า

รีวิว Nubia M2 Lite มือถือราคาไม่ถึงหมื่นที่มีความไม่ธรรมดาแอบซ่อนเต็มพิกัด

รีวิว Nubia M2 Lite มือถือราคาไม่ถึงหมื่นที่มีความไม่ธรรมดาแอบซ่อนเต็มพิกัด

รีวิว Huawei P10 Plus มือถือสุดบางเฉียบกับครั้งแรกของ Leica SUMMRITLUX บนมือถือ

รีวิว Huawei P10 Plus มือถือสุดบางเฉียบกับครั้งแรกของ Leica SUMMRITLUX บนมือถือ

เทียบภาพถ่ายตอนกลางคืน Samsung Galaxy S8+ และ iPhone 7 Plus ใครถ่ายสวยกว่า?

เทียบภาพถ่ายตอนกลางคืน Samsung Galaxy S8+ และ iPhone 7 Plus ใครถ่ายสวยกว่า?

รีวิว Moto G5 Plus มือถือไม่ถึงหมื่นที่มีกล้องหลังดีเกินคาดหมาย

รีวิว Moto G5 Plus มือถือไม่ถึงหมื่นที่มีกล้องหลังดีเกินคาดหมาย

1 สัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตกับ HTC U11   

1 สัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตกับ HTC U11  

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์