ความเหมือนที่แตกต่าง : โลกโมบายล์ในสายตาของ Apple และ Microsoft

ความเหมือนที่แตกต่าง : โลกโมบายล์ในสายตาของ Apple และ Microsoft

ความเหมือนที่แตกต่าง : โลกโมบายล์ในสายตาของ Apple และ Microsoft

Digitalagemag

สนับสนุนเนื้อหา

       ผมจำได้ว่าสองสามปีที่แล้วได้เคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งที่มีหัวข้อคล้ายกัน ในเนื้อหาผมได้วิเคราะห์ถึงวิสัยทัศน์ของยักษ์ใหญ่ของโลกเทคโนโลยีทั้งสองไว้ว่า Apple มีแผนพัฒนาระบบปฏิบัติการหลักของตน (OS X สำหรับ Mac และ iOS สำหรับ iPhone/iPad) ให้เดินไปด้วยกันแบบคู่ขนาน

       กล่าวคือให้ทั้งคู่ทำงานเข้ากันได้อย่างราบรื่น แต่จะไม่มีวันที่ทั้งสองจะรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวกัน ขณะที่ Microsoft ซึ่งตอนนั้นกำลังประชาสัมพันธ์ Windows 8 อย่างเต็มที่ ได้พยายามอย่างหนักที่จะแสดงให้เห็นว่า แท็บเล็ตและพีซีก็คืออุปกรณ์เดียวกันในลักษณะทูอินวัน โดยเห็นได้จากหน้าจอเริ่มต้น (Start Screen) ของ Windows 8 ที่รองรับการใช้งานระบบสัมผัส และยังตอกย้ำให้ทั้งโลกได้เห็นด้วยการเปิดตัว Surface แท็บเล็ตที่ทำงานได้เช่นเดียวกันโน้ตบุ๊ก นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ชนิดชิ้นเดียวจบ

       อย่างไรก็ตาม กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า แนวคิดของ Apple สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคได้มากกว่า iPhone ยังขายดีราวกับเทน้ำเทท่า ส่วน iPad แม้ว่ายอดขายจะแผ่วปลายในช่วงหลัง แต่ก็ยังเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ

       สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นระดับห้าดาวที่ทำงานอย่างไหลลื่น ส่วน Mac ก็ไปไกลถึงขั้นมีหน้าจอ Retina ความละเอียดสูงให้ได้ซื้อหากันแล้ว ตรงกันข้ามกับ Microsoft ที่เสียงตอบรับจาก Windows 8 ไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะผู้บริโภคไม่คุ้นเคยกับหน้าตาแบบใหม่ ส่วน Surface ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็น jack-of-all-trades ที่ทำงานได้หลายอย่างก็จริง แต่ไม่ดีเลิศเลยสักอย่าง

Microsoft ซอฟต์แวร์ที่ใช้ได้กับทุกสิ่ง

       ขนาดไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับ Microsoft อีกต่อไป เพราะ Windows 10 พร้อมรองรับทุกอย่าง

       ทันทีที่ Satya Nadella ซีอีโอคนล่าสุดของ Microsoft เข้ารับตำแหน่ง ความเปลี่ยนแปลงก็ได้บังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือการตัดไขมันส่วนเกินออกไปจากสายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขององค์กร

       เห็นได้จากการประกาศปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในฝ่ายพัฒนาสมาร์ทโฟน ที่ทำอย่างไรก็ไม่เคยตาม Apple และ Google ได้ทันเสียทีในแง่ของการยอมรับโดยคนหมู่มาก และหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทมาอย่างยาวนาน เพื่อให้เข้ากับภารกิจของบริษัทที่ต้องการ "บูรณาการผลิตภาพ" (Reinvent Productivity) ให้กับผู้บริโภค

       ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดแข็งที่สุดของ Microsoft ก็คือซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Windows และ Office ทั้งคู่คือไม้เด็ดที่คนทำงานออฟฟิศล้วนคุ้นเคย ดังนั้นวิสัยทัศน์ของบริษัทคือ ทำให้ซอฟต์แวร์ทั้งหลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุด และต้องสามารถใช้ได้ไม่ว่าจะรันภายใต้อุปกรณ์ใด Windows 10 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

       จึงได้รับการออกแบบให้รันได้แทบทุกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่พีซีขนาดเล็ก สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับจึงไม่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้ฮาร์ดแวร์ชิ้นเดียวอีกต่อไป แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้วยคุณลักษณะเฉพาะที่หลากหลาย อาทิ การที่ผู้พัฒนาสามารถแปลงแอพพลิเคชั่นจาก Android และ iOS มาลง Windows Phone ได้โดยง่าย หรือ Continuum ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้ประโยชน์จาก Universal App (คำใช้เรียกแอพฯ ที่สามารถรันได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน พีซี แท็บเล็ต และ Xbox One)

       โดยแอพฯ จะสามารถขยายอินเทอร์เฟสให้เหมาะกับขนาดหน้าจอโดยอัตโนมัติ รวมทั้งการควบคุมที่สามารถใช้ได้ทั้งแบบสัมผัส หรือคีย์บอร์ดกับเมาส์

       Continuum ฟังชันเด็ดที่จะขยายอินเทอร์เฟซแอพฯ ให้เหมาะกับหน้าจอโดยอัตโนมัติ

       นอกจากนั้น การทำให้ชื่อของ Microsoft เข้าไปอยู่ในใจของผู้คนยังไม่ได้ถูกจำกัดไว้แต่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รันได้หลายอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการทำให้มันใช้ได้บนแพลตฟอร์มของคู่แข่งอีกด้วย

       ซึ่งเป็นวิธีที่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น Office ที่สามารถใช้ได้ทั้งบน Android และ iOS ทำให้ผู้บริโภคที่มีความจำเป็นต้องใช้ชุดซอฟต์แวร์ดังกล่าวไม่ถูกบังคับให้ต้องใช้ Windows Phone อีกต่อไป หรือ Outlook

       ซึ่งตอนนี้ได้แปลงโฉมไปเป็นสุดยอดแอพพลิเคชั่นจัดการอีเมลที่ได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลาม (บ้างว่าใช้ดีกว่า Gmail เสียด้วยซ้ำ) และสามารถใช้งานทั้งกับ iOS และ Android เช่นกัน ตลอดจนความเคลื่อนไหวเล็กๆ ซึ่งอาจไม่เป็นข่าวนัก

       ที่บริษัทได้เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นยอดนิยมอย่าง Wunderlist และ Sunrise แสดงให้เห็นว่าบริษัทต้องการเข้าถึงผู้ใช้งานอุปกรณ์พกพามากขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นแอพฯ ใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจเช่นเดียวกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับ Windows และ Office

Apple ฮาร์ดแวร์เท่านั้นที่ครองโลก

       ขณะที่ Microsoft มีวิสัยทัศน์ที่จะให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับแบรนด์ของตนผ่านทางความเข้ากันได้กับอุปกรณ์หลากประเภทและสารพันแอพฯ ทั้งหลายนั้น Apple ยังคงยืนพื้นอยู่ที่แนวคิดการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของตนให้ดีเลิศเหนือคู่แข่ง ก่อนที่จะเสริมทัพด้วยซอฟต์แวร์เฉพาะที่ทำงานได้อย่างลื่นไหล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคติดใจ และยอมควักกระเป๋าซื้อฮาร์ดแวร์ของบริษัทเท่านั้น

Handoff ให้ผู้ใช้สานต่องานที่ทำค้างไว้ให้สำเร็จบนอุปกรณ์หนึ่งได้

       แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปก็จะพบว่า Apple ใช้หลักเดียวกันนี้มานานแล้ว ดังเห็นได้จาก iCloud ที่พร้อมซิงค์ข้อมูลพื้นฐานอย่างรูปภาพและรายชื่อผู้ติดต่อไปยังทุกอุปกรณ์ของบริษัทที่รองรับ และ AirDrop ที่ให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับผู้ที่อยู่ใกล้เคียงผ่าน Wi-Fi และบลูทูธ

       คุณสมบัติดังกล่าวได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นด้วย Handoff ที่ให้ผู้ใช้เริ่มงานที่อุปกรณ์หนึ่ง แล้วไปสานต่อให้เสร็จที่อุปกรณ์หนึ่ง เช่น เริ่มเขียนอีเมลบน iPhone แล้วกลับมาเขียนต่อจากเดิมได้ทันทีบน Mac หรือเปิดเว็บฯ บน Mac แล้วไปดูลิงก์เดียวกันต่อนี้บน iPad การใช้ iPad และ Mac ในการรับสายแทน iPhone ตลอดจน Instant Hotspot ที่ให้ผู้ใช้นำ iPad หรือ Mac เชื่อมต่อกับฮอตสปอตส่วนตัวได้ทันที เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ช่องว่างระหว่างอุปกรณ์พกพากับคอมพิวเตอร์ใกล้ชิดและทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น

       Apple ยังคงนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับการพัฒนา Apple Watch ของตน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือผู้ใช้ต้องมี iPhone ก่อนจึงสามารถใช้งานนาฬิกาข้อมือดังกล่าวได้ นอกจากนี้ฟังชันที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการรับข้อความ การติดตั้งแอพพลิเคชั่น

       หรือการตั้งค่าต่างๆ ล้วนต้องการทำงานร่วมกับ iPhone แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะความตั้งใจมาตั้งแต่แรกหรือ Apple Watch มีขนาดหน้าจอที่เล็กเกินกว่าที่จะทำอะไรด้วยตัวเองก็ตาม เพราะฉะนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากว่าหาก Apple เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ใดๆ ออกมา ก็คงจะต้องมีฟังก์ชั่นทีเด็ดหรือไม้ตายที่มีแต่อุปกรณ์ของบริษัทจึงจะสามารถใช้ได้

เบาและบางลง คือหัวใจหลักของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ Apple คงมีสักวันที่เราจะได้ใช้อุปกรณ์แบบนี้

สรุป

       ปฏิเสธไม่ได้ว่า อนาคตของคอมพิวเตอร์คืออุปกรณ์พกพา ซึ่งสำหรับ Apple มันหมายถึงฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ทำงานเข้ากันได้อย่างสวยงาม แต่สำหรับ Microsoft มันหมายถึงประสบการณ์ใช้งานซอฟต์แวร์ที่ข้ามผ่านอาณาจักรแห่งแพลตฟอร์มทั้งปวง เพราะไม่ว่าจะเป็น Android, iOS หรือ Windows Phone ก็จะต้องมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์จากสารพันแอพฯ อำนวยความสะดวกคนทำงานที่จะทยอยตามออกมาเป็นพรวน อันเป็นผลผลิตจากการทยอยซื้อสตาร์ทอัพต่างๆ

       ด้วยแนวคิดนี้ ฮาร์ดแวร์จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับ Microsoft อีกต่อไป ซึ่งตรงกันข้ามกับ Apple ที่เราคงได้เห็นฮาร์ดแวร์รูปร่างชวนหลงใหล บาง และเบากว่ารุ่นที่แล้วออกมาสะบัดผ้ายั่วยวนประชากรเงินในกระเป๋าเหมือนกับทุกปี สิ่งที่แน่นอนก็คือ Apple สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากแนวคิดของตน ส่วน Microsoft ก็ยังคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เช่นเดิม

สามารถติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร digital Age ฉบับที่ 200

บทความประชาสัมพันธ์นิตยสาร digital Age ฉบับที่ 200 เดือนสิงหาคม 2558

ผู้เขียน : falcon_mach_v

สนับสนุนเนื้อหา: www.digitalagemag.com

11 สิ่งที่หลายคนคาดหวังให้ iOS 11 มีสักที

11 สิ่งที่หลายคนคาดหวังให้ iOS 11 มีสักที

คอหนังพึงระวัง! คอมพิวเตอร์ และมือถืออาจถูกแฮ็กโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่เปิดไฟล์ Subtitle เท่านั้น

คอหนังพึงระวัง! คอมพิวเตอร์ และมือถืออาจถูกแฮ็กโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่เปิดไฟล์ Subtitle เท่านั้น

มาแล้ว ภาพเคส iPhone 8 รุ่นใหม่ ชัด ๆ เปรียบเทียบกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

มาแล้ว ภาพเคส iPhone 8 รุ่นใหม่ ชัด ๆ เปรียบเทียบกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

พาชม Apple Store แห่งแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ พร้อมให้บริการ 27 พฤษภาคมนี้

พาชม Apple Store แห่งแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ พร้อมให้บริการ 27 พฤษภาคมนี้

แนะนำมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาท ที่มาแรง และคุ้มค่าน่าซื้อมากที่สุด ณ ชั่วโมงนี้!

แนะนำมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาท ที่มาแรง และคุ้มค่าน่าซื้อมากที่สุด ณ ชั่วโมงนี้!

รู้จักระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือ แบบไหนจะดีที่สุด

รู้จักระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือ แบบไหนจะดีที่สุด

Apple เผยวันจัดงาน WWDC 2017 ในช่วงวันที่ 5 – 9 มิถุนายนนี้ 

Apple เผยวันจัดงาน WWDC 2017 ในช่วงวันที่ 5 – 9 มิถุนายนนี้ 

ตัวเล็กตอบโจทย์กว่า ! iPhone SE เป็นสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ที่ลูกค้าในสหรัฐฯ พึงพอใจที่สุด

ตัวเล็กตอบโจทย์กว่า ! iPhone SE เป็นสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ที่ลูกค้าในสหรัฐฯ พึงพอใจที่สุด

สสส ผุดไอเดียแบบไทย ๆ  ทำพระรอด 2.0 เตือนคนขับหากขับรถเร็วเกิน

สสส ผุดไอเดียแบบไทย ๆ  ทำพระรอด 2.0 เตือนคนขับหากขับรถเร็วเกิน

เปลี่ยนคีย์บอร์ด iPhone ให้มุ้งมิ้งได้ ด้วยวิธีนี้

เปลี่ยนคีย์บอร์ด iPhone ให้มุ้งมิ้งได้ ด้วยวิธีนี้

Microsoft เปิดตัว New Surface Pro 2017 แบตอึด 13.5 ชั่วโมง รองรับ LTE

Microsoft เปิดตัว New Surface Pro 2017 แบตอึด 13.5 ชั่วโมง รองรับ LTE

11 สิ่งที่ต้องหยุดกระทำต่อไอโฟน ที่คุณอาจไม่รู้

11 สิ่งที่ต้องหยุดกระทำต่อไอโฟน ที่คุณอาจไม่รู้

เปรียบเทียบภาพถ่ายช็อตต่อช็อต ระหว่าง HTC U11 มือถือกล้องดีสุดในโลก vs Samsung Galaxy S8+

เปรียบเทียบภาพถ่ายช็อตต่อช็อต ระหว่าง HTC U11 มือถือกล้องดีสุดในโลก vs Samsung Galaxy S8+

Sony เตรียมเพิ่มสีแดงสุดแรงให้กับ Xperia XZ Premium

Sony เตรียมเพิ่มสีแดงสุดแรงให้กับ Xperia XZ Premium

Instagram เพิ่มลูกเล่นทั้ง ภาพแบบ Landscape, Portrait และโชว์ Link Preview ใน Direct Message ได้แล้ว

Instagram เพิ่มลูกเล่นทั้ง ภาพแบบ Landscape, Portrait และโชว์ Link Preview ใน Direct Message ได้แล้ว

Motorola ยืนยัน Moto 360 Gen 2 จะได้รับการ Update เป็น Android Wear 2.0 ไม่กี่วันข้างหน้า

Motorola ยืนยัน Moto 360 Gen 2 จะได้รับการ Update เป็น Android Wear 2.0 ไม่กี่วันข้างหน้า

Samsung เปิดตัว 3 สีใหม่ให้กับ Galaxy S8 และ S8+ ถึงขั้นมือสั่นที่ได้เห็น

Samsung เปิดตัว 3 สีใหม่ให้กับ Galaxy S8 และ S8+ ถึงขั้นมือสั่นที่ได้เห็น

สัมผัส B&O Play เมื่อดีไซน์กับคุณภาพเสียงดี บรรจบที่เดียวกัน

สัมผัส B&O Play เมื่อดีไซน์กับคุณภาพเสียงดี บรรจบที่เดียวกัน

Polar A37 Fitness Tracker ที่มีเรื่องจับการนอนได้แม่นยำ

Polar A37 Fitness Tracker ที่มีเรื่องจับการนอนได้แม่นยำ

Intel ยกเลิกการเก็บค่าไลเซนส์ของ Thunder Bolt 3 หวังให้คนใช้มากขึ้น

Intel ยกเลิกการเก็บค่าไลเซนส์ของ Thunder Bolt 3 หวังให้คนใช้มากขึ้น

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์