รีวิว (Review) Samsung Gear Fit2

รีวิว (Review) Samsung Gear Fit2

รีวิว (Review) Samsung Gear Fit2

thaimobilecenter

สนับสนุนเนื้อหา

สายรัดข้อมือจีพีเอสวัดการออกกำลังกายใหม่ล่าสุด กับดีไซน์ที่สวยลงตัวกว่าเดิม พร้อมสมบูรณ์แบบขึ้นอีกขั้นด้วยจอ Curved Super AMOLED ที่คมชัดขึ้น, จีพีเอสในตัว, หน่วยความจำที่มากขึ้น, เล่นเพลงได้ในตัว, Heart Rate Monitor ที่แม่นยำขึ้น และกันน้ำได้ดีกว่าเดิม บนระบบ Tizen ที่สดใหม่ ในราคาที่ใครก็เอื้อมถึง

Review Date (1-กรกฎาคม-2559)

ต้องยอมรับว่าไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนวัยทำงาน ที่ในอดีตนั้นชีวิตแต่ละวันดูห่างไกลจากการออกกำลังกาย หรือการใส่ใจสุขภาพ ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่เข้ามาเป็นอุปสรรค แต่ ณ ชั่วโมงนี้ด้วยอุปกรณ์ และระบบพื้นฐานที่สมบูรณ์ลงตัวมากขึ้น กระแสของการออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพจึงเป็นอะไรที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ และเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

โดยอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้ก็เห็นจะเป็นอุปกรณ์ประเภทอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable), สายรัดข้อมือ (Sports Band) หรือนาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีรูปลักษณ์ และประโยชน์ใช้สอยที่คล้ายคลึงกัน

มักมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่ชอบออกกำลังกาย หรือต้องการตัวช่วยในการดูแลสุขภาพเป็น หลัก และส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของนาฬิกา หรือสายรัดข้อมือที่เราเห็นอยู่ทั่วไป เพียงแต่ว่าผู้ผลิตจะเลือกใช้คำจำกัด ความว่าอย่างไรเท่านั้น

และหนึ่งในแบรนด์ที่เล็งเห็นทิศทางในอนาคต พร้อมพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือแบรนด์ ซัมซุง (Samsung) โดยทีมผู้บริหารระดับสูงตัดสินใจทุ่มสุดตัวด้วยการปลุกปั้นผลิตภัณฑ์ตระกูล Gear ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเมื่อราวปี ค.ศ. 2013 ไล่มาตั้งแต่ Samsung Galaxy Gear, Samsung Gear 2, Samsung Gear 2 Neo, Samsung Gear Fit, Samsung Gear Live, Samsung Gear S, Samsung Gear S2 และล่าสุดก็คือ Samsung Gear Fit2 ซึ่งทีมงานของเรานำมารีวิวให้ชมกันในวันนี้นั่นเอง

สำหรับ Samsung Gear Fit2 นั้นเป็นนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Samsung Gear Fit ที่เคยสร้างความฮือฮาทั่วโลกมาแล้วเมื่อต้นปี ค.ศ. 2014 เรียกว่าแย่งซีน Samsung Galaxy S5 สมาร์ทโฟนเรือธงที่เปิดตัวออกมาพร้อมกันกลางงาน Samsung Unpacked 2014 เลยทีเดียว โดย Gear Fit2 รุ่นใหม่นี้ถูกอัปเกรดคุณสมบัติให้มีความครบเครื่องสมบูรณ์แบบมากกว่า Gear Fit รุ่นเดิมในหลายๆ จุดด้วยกัน

เริ่มตั้งแต่จอสัมผัสแบบ Curved Super AMOLED ที่โค้งมนโอบรับกับข้อมือมากขึ้น และแสดงผลได้ละเอียดคมชัดกว่าเดิม, ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Tizen, หน่วยความจำ RAM ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 512 MB, หน่วยความจำภายในที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 4 GB

ซึ่งช่วยให้สามารถเก็บไฟล์เพลง รวมถึงเป็นเครื่องเล่นเพลงได้ในตัว, จีพีเอสในตัวที่บอกระยะทางได้อย่างแม่นยำ, เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) ที่แม่นยำมากขึ้น, เซ็นตรวจวัดความกดอากาศ (Barometer) และตัวเรือนที่สามารถกันน้ำได้ดีขึ้น

ด้วยคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68, แท่นชาร์จแบตเตอรี่แบบแม่เหล็กที่ใช้งานได้สะดวกคล่องตัวกว่าเดิม รวมถึงรองรับกับการออกกำลังกายมากถึง 15 ประเภท ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า Gear Fit2 รุ่นนี้มีการพัฒนาใหม่หมดจดแบบยกเครื่องเลยก็ว่าได้

ส่วนราคาค่าตัวของ Samsung Gear Fit2 นั้น ทาง ซัมซุง (ประเทศไทย) ได้ประกาศออกมาแล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ 6,500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่า Gear Fit รุ่นพี่ที่เปิดขายด้วยราคา 5,900 บาท แต่ทว่า Gear Fit2 ก็มีความสามารถที่เหนือกว่า Gear Fit อยู่มากเช่นเดียวกัน โดย Gear Fit2 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครบทุกตัวแทนจำหน่ายในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป และเชื่อว่าด้วยฟีเจอร์ของ Gear Fit2 ที่มาแบบครบเครื่องในราคาย่อมเยาเช่นนี้ คงมีหลายๆ ท่านที่กำลังให้ความสนใจ ดังนั้นวันนี้ทีมงานของเราจะพาทุกท่านไปติดตามกันว่า Gear Fit2 รุ่นนี้จะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขนาดไหน และจะคุ้มค่าน่าใช้สมกับที่ใครหลายๆ คนรอคอยหรือไม่

 สรุปคุณสมบัติเด่นของ Gear Fit2

ก่อนที่จะไปติดตาม รีวิวของ Samsung Gear Fit2 กัน ก็อยากให้ทุกท่านได้ศึกษาคุณสมบัติในเบื้องต้นของสายรัดข้อมือจีพีเอส อัจฉริยะรุ่นนี้กันเสียก่อน ซึ่งน่าจะช่วยให้ท่านมองเห็นภาพรวมได้ดียิ่งขึ้นว่า Gear Fit2 นั้นมีจุดเด่นอย่างไร

 รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์ของ Gear Fit2

ตัวเรือนของ Gear Fit2 นั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 51.2x24.5x11.9 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับ Gear Fit รุ่นแรก จะพบว่ากว้างกว่าเดิม แต่มีความยาวลดลง และมีความหนาลดลงเล็กน้อย ส่วนน้ำหนักตัวจะอยู่ที่ 28 กรัม เมื่อใช้สายรัดข้อมือขนาดเล็ก หรือ 30 กรัม เมื่อใช้สายรัดข้อมือขนาดใหญ่

 

ที่ด้านหน้าของตัว เรือนมีหน้าจอแสดงผลแบบ Curved Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 432x216 พิกเซล พร้อมกระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass 3 ที่มีความโค้งในระดับ 47.65R ซึ่งโค้งมากกว่า Gear Fit รุ่นแรก จึงรับกับข้อมือของผู้ใช้งานได้ดีขึ้น โดยกรอบของหน้าจอนั้นจะผลิตมาจากอโนไดซ์อะลูมิเนียมซึ่งมีความแข็งแรงทนทาน แต่ตัวเรือนส่วนอื่นๆ ที่เหลือนั้นเป็นพลาสติกโพลีคาร์บอเนต ผสานกับไฟเบอร์กลาส

 

ที่ด้านซ้ายของตัวเรือนไม่มีอะไรนอกจากพื้นผิวเรียบๆ

 

ที่ด้านขวาของตัวเรือนประกอบไปด้วยปุ่มย้อนกลับ (ปุ่มใหญ่) และปุ่มโฮม (ปุ่มเล็ก)

 

ที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเรือนมีสลักสำหรับติดตั้งสายรัดข้อมือ

 

ที่ด้านหลังของตัว เรือนมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) รวมถึงเซ็นเซอร์จีพีเอส, เซ็นเซอร์ Accelerometer, เซ็นเซอร์ Gyro, เซ็นเซอร์ Barometer และขั้วโลหะสำหรับการเชื่อมต่อกับแท่นชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนแบตเตอรี่ด้านในนั้นเป็นแบบ Li-ion ความจุ 200 mAh ซึ่งหากใช้งานตามปกติแบตเตอรี่จะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน แต่หากใช้งานน้อยแบตเตอรี่จะอยู่ได้ประมาณ 5 วัน และหากมีการเปิดสัญญาณจีพีเอสเอาไว้ด้วย ก็จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 9 ชั่วโมง

 

แท่นชาร์จที่มา พร้อมชุดจำหน่ายมาตรฐานของ Gear Fit2 นั้นเป็นแท่นชาร์จแบบแม่เหล็ก ซึ่งสามารถดูดตัวเรือนของ Gear Fit2 ให้เข้าตำแหน่งที่ถูกต้องได่โดยอัตโนมัติ จึงนับว่าสะดวกคล่องตัวเป็นอย่างยิ่ง และจุดเด่นอีกอย่างก็คือมีขั้วจ่ายไฟติดตั้งไว้ทั้งสองฝั่ง ดังนั้นไม่ว่าจะวางตัวเรือนของ Gear Fit2 ไว้ด้านไหน ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ไม่ต่างกัน

 

ขณะวางตัวเรือนของ Gear Fit2 ไว้บนแท่นชาร์จแบตเตอรี่ ก็เหมือนกับได้นาฬิกาตั้งโต๊ะสวยๆ ไว้ใช้งานที่บ้านอีกเรือนหนึ่ง

 

ผู้ใช้งานสามารถ พลิกตัวเรือนด้านใดก็ได้เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยขั้วจ่ายไฟแบบสองด้าน จึงนับว่าสะดวกไม่น้อย โดยการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% นั้นจะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

เปรียบเทียบ Samsung Gear Fit2 รุ่นใหม่ กับ Gear Fit รุ่นดั้งเดิม

เมื่อนำ Gear Fit2 รุ่นใหม่ กับ Gear Fit รุ่นต้นตระกูลมาวางเปรียบเทียบกันก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า Gear Fit2 นั้นมีขนาดที่รูปทรงที่ดูลงตัวกว่า Gear Fit อยู่พอสมควร โดยมีความยาวของหน้าจอที่ลดลงเพื่อให้ดูกะทัดรัดขึ้น และขยายหน้าจอให้กว้างขึ้น พร้อมความละเอียดที่มากขึ้น รวมถึงมีขอบหน้าจอที่บางลง เพื่อให้มีพื้นที่ในการแสดงผลเพิ่มมากขึ้น และเน้นการแสดงผลในแนวตั้ง ซึ่งต่างจาก Gear Fit รุ่นเดิมที่เน้นการแสดงผลในแนวนอน

 

กระจกหน้าจอของ Gear Fit นั้นมีค่าความโค้งอยู่ที่ 57.45R ซึ่งจะดูโค้งน้อยกว่า Gear Fit2 ที่มีค่าความโค้งอยู่ที่ 47.65R จึงมีรูปทรงที่โอบรับกับข้อมือได้ดีกว่า ส่วนเทคโนโลยีการแสดงผลนั้นยังคงเป็นแบบ Super AMOLED เช่นเดิม ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอยู่แล้ว

 

เปรียบเทียบที่ด้าน ซ้ายของตัวเรือน ก็จะพบว่า Gear Fit2 ดูมีดีไซน์ที่เรียบลงตัวมากกว่า และดูทันสมัยมากกว่า ส่วนขอบของหน้าจอ ทางด้านของ Gear Fit จะเป็นโลหะชุบโครเมียมมันวาว ส่วน Gear Fit2 จะมีอโนไดซ์อะลูมิเนียมที่มีพื้นผิวด้าน

 

ที่ด้านขวาของตัว เครื่อง Gear Fit จะมีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว ซึ่งทำหน้าที่หลายๆ อย่างในปุ่มเดียวกัน แต่ใน Gear Fit2 จะถูกเพิ่มเป็น 2 ปุ่ม คือปุ่มย้อนกลับ (ปุ่มใหญ่) และปุ่มโฮม (ปุ่มเล็ก) เพื่อเพิ่มความสะดวกคล่องตัวให้กับการใช้งาน

 

ที่ด้านหลังของตัว เรือนของทั้ง Gear Fit และ Gear Fit2 จะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) กับขั้วชาร์จแบตเตอรี่ แต่จะมีดีไซน์ที่แตกต่างกัน และเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Gear Fit2 นั้นจะมีความแม่นยำมากกว่า

 

สายรัดข้อมือของ Gear Fit จะมีความแข็งกระด้างมากกว่าสายรัดข้อมือของ Gear Fit2

 

มีลวดลายบนสายรัดที่แตกต่างกันตามยุคสมัย ซึ่งก็ดูสวยไปคนละแบบ

 

ป้ายสัญลักษณ์แบรนด์ ซัมซุง ที่ปลายสายของ Gear Fit นั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่าชัดเจน

 

สายรัดข้อมือของ Gear Fit นั้นจัดว่ารัดให้แน่นหนาได้ค่อนข้างยาก แต่สำหรับสายรัดข้อมือของ Gear Fit2 นั้นสามารถรัดให้แน่นหนาได้ง่ายกว่า และสำหรับสายรัดข้อมือของ Gear Fit กับ Gear Fit2 นั้นสามารถถอดแยกออกจากตัวเรือนได้เช่นกัน เพียงแต่สายของ Gear Fit รุ่นแรกนั้นจะเป็นแบบชิ้นเดียว และถอดได้ยากกว่าเล็กน้อย

 

ด้วยท้องตัวเรือนของ Gear Fit ที่ค่อนข้างแบนราบ ไม่โค้งมากนัก จึงไม่โอบกระชับกับข้อมือมากนัก

 

ในขณะที่ท้องตัวเรือนของ Gear Fit2 จะมีความโค้งมากกว่า จึงช่วยให้สามารถโอบรับกับข้อมือของผู้ใช้งานได้มากกว่า

 

มาดูสรุปข้อมูลกันอีกครั้ง ว่าคุณสมบัติของ Gear Fit กับ Gear Fit2 นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และรุ่นใหม่ดีกว่ารุ่นเก่าขนาดไหน

 

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ ของ Gear Fit2

Gear Fit2 รุ่นที่นำมาทดสอบนี้เป็นโมเดล SM-R360 ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกันกับที่วางจำหน่ายในประเทศไทย

 

ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Tizen ของ ซัมซุง เอง ซึ่งซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดคือ R360XXU0APDA

 

มีพื้นที่เหลือให้ ใช้งานจริงอยู่ประมาณ 2.1 GB จากทั้งหมด 4.0 GB ซึ่งอาจดูไม่มากนัก แต่หากใช้แค่ติดตั้งแอปพลิเคชันเล็กๆ น้อยๆ หรือแค่ลงไฟล์เพลงไว้ฟังขณะออกกำลังกายบ้างนิดหน่อย ก็น่าจะเพียงพอ

 

หน้าปัดนาฬิกาหรือ Watch Face มาตรฐานจะมีดีไซน์ดังที่เห็นนี้ ซึ่งแสดงข้อมูลพื้นฐาน 4 อย่างคือเวลา, จำนวนชั้นที่เดินขึ้นของวันนี้, จำนวนก้าวเดินของวันนี้ และอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ของวันนี้ โดยผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนรูปแบบของหน้าปัดนาฬิกาได้หลากหลายตามใจชอบ และดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ในภายหลัง

 

เมื่อสไลด์จากขอบ ด้านบนของหน้าจอลงมา ก็จะพบกับไอคอนแสดงสถานะของการเชื่อมต่อ และระดับพลังงาน รวมทั้งทางลัดของการเพิ่ม-ลดความสว่างของหน้าจอ, โหมดห้ามรบกวน (Do not Disturb) และเครื่องเล่นเพลง

 

สามารถปรับความสว่างของหน้าจอได้สูงสุดที่ระดับ 11 ซึ่งเหมาะกับการใช้งานกลางแจ้ง (Outdoor)

 

เมื่อมีสายเรียก เข้ามายังสมาร์ทโฟน ก็จะมีการแจ้งเตือนให้ทราบบนหน้าจอของ Gear Fit2 ด้วยเช่นกัน โดยสามารถกดรับสาย, วางสาย หรือตอบกลับด้วยข้อความได้ทันที

 

เมื่อสไลด์หน้าจอไป ที่ด้านซ้ายสุด จะพบกับส่วนของการแจ้งเตือน ทั้งข้อความ, อีเมล, สายที่ไม่ได้รับ, โซเชียลเน็ตเวิร์ก และอื่นๆ ซึ่งสะดวกตรงที่ไม่ต้องยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูก็สามารถติดตามการเคลื่อนไหว ต่างๆ ได้ทันที

 

สามารถกดลบการแจ้งเตือนทั้งหมดได้โดยง่าย

 

หน้าถัดจากหน้าโฮมก็คือหน้าสรุปอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ของวันนี้

 

โดยมีการสรุปข้อมูลให้ว่า ในช่วงเวลาใดเราทำกิจกรรมอะไร และเกิดการเผาพลาญแคลอรี่ไปเท่าไหร่

 

มีการติดตามกิจกรรมของผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการออกกำลังกาย, กิจกรรมเบาๆ, การพักผ่อน และการนอนหลับ

 

รองรับรูปแบบของการ ออกกำลังที่หลากหลายถึง 15 ประเภท ตั้งแต่การวิ่ง, การเดิน, การเดินป่า, การปั่นจักรยาน, ลู่เดินไฟฟ้า, จักรยานออกกำลังกาย, เครื่องเดินวงรี, ลู่วิ่งไฟฟ้า, การบริหารขา, การบริหารหน้าท้อง, การเล่นท่าสควอช, การเล่นพิลาทิส, การเล่นโยคะ และเครื่องกรรเชียงบก ส่วนการออกกำลังรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่มีอยู่ในรายการ ผู้ใช้งานก็สามารถเลือกเป็น Other Workout ได้เช่นกัน

 

ก่อนเริ่มออกกำลังกาย ผู้ใช้งานก็ต้องเลือกประเภทของการออกกำลังกาย และเป้าหมายให้เรียบร้อยเสียก่อน

 

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้งานเลือกที่จะออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานเป็นเวลา 30 นาที ก็จะขึ้นหน้าจอในลักษณะนี้ ซึ่งหากพร้อมแล้วก็สามารถกดปุ่มเริ่มได้ทันที

 

การปั่นจักรยานจะ แบ่งออกเป็น 6 หน้าจอย่อยด้วยกัน พร้อมทั้งแสดงอัตราการเต้นของหัวใจ โดยหน้าจอย่อยแรกคือหน้าแสดงระยะเวลาที่ ปั่นจักรยาน

 

หน้าจอที่สองคือหน้าแสดงระยะทางที่ปั่นจักรยาน

 

หน้าจอที่สามคือหน้าแสดงปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไป

 

หน้าจอที่สี่คือหน้าแสดงเวลาที่ใช้ไปในแต่ละ 1 กิโลเมตร (Pace)

 

หน้าจอที่ห้าคือหน้าแสดงความเร็วของการปั่นจักรยาน

 

และหน้าจอสุดท้ายคือหน้าแสดงอัตราการเต้นของหัวใจ และระยะเวลาที่ปั่นจักรยาน

 

เมื่อต้องการเลิกปั่นจักรยาน ก็สามารถกดปุ่ม Finish ได้ทันที

 

อีกหนึ่งตัวอย่างก็ คือการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถกำหนดเป้าหมายก่อนวิ่งได้เช่นกัน ทั้งค่า Pace, ระยะเวลา และระยะทาง

 

โดยค่า Pace ของการวิ่งจะเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานต้องการวิ่งด้วยความ หนักหน่วงขนาดไหน หรือวิ่งเพื่อพัฒนาร่ายกายในด้านใด ซึ่งในเครื่องมีเป้าหมายให้เลือกวิ่งอยู่หลายรูปแบบ

 

สามารถกำหนดระยะเวลาของการวิ่งได้

 

สามารถกำหนดระยะทางของการวิ่งได้

 

สามารถกำหนดปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการเผาผลาญได้

 

เลือกเปิด-ปิดจีพีเอสได้ ซึ่งหากเปิดจีพีเอสไว้ การวัดระยะทางก็จะมีความแม่นยำมากกว่า และสามารถบอกตำแหน่งของผู้ใช้งานได้ด้วย

 

หลังจากที่ผู้ใช้ งานได้ออกกำลังกายเสร็จสิ้น สถิติทุกอย่างทุกรอบจะถูกเก็บบันทึกเอาไว้ จึงสามารถเรียกดูสถิติ หรือประวัติการออกกำลังกายของตนเองย้อนหลังได้ตลอดเวลา

 

ยกตัวอย่างเช่นประวัติของการปั่นจักรยานจะมีเก็บบันทึก ข้อมูลไว้ตั้งแต่เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ, ช่วงเวลาที่ปั่น, ระยะเวลาที่ปั่น, ระยะทางที่ปั่น, ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญ, อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด-ต่ำสุด, ความเร็วเฉลี่ยของการปั่น, เปอร์เซ็นต์ของการออกกำลังกายในระดับการเต้นของหัวใจที่ช่วยเพิ่มความฟิตของ ร่างกาย และช่วยลดน้ำหนัก (ประมาณ 70-90% ของค่า Max Heart Rate ของแต่ละคน) และเส้นทางที่ปั่น

หรืออย่างสถิติของเครื่องเดินวงรี (Elliptical Trainner) นี้ จะเห็นว่ามีความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ถึง 86%

 

ส่วนค่า Vigorous Intensity Zone ก็สูงถึง 88% เพราะหมายความว่าส่วนใหญ่แล้วเราได้ออกกำลังกายในโซนของหัวใจที่เกิด ประโยชน์ต่อการเพิ่มความฟิตของร่างกาย และช่วยลดน้ำหนักได้นั่นเอง

 

สถิติของการเล่นโยคะก็มีการนำค่าอัตราการเต้นของหัวใจมาคำนวณด้วยเช่นกัน

 

สถิติของการเดินประจำวันจะถูกแยกออกมาเป็นหน้าหลักโดยเฉพาะ

 

ในตัวอย่างนี้มีการ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องเดินให้ได้วันละ 6000 ก้าว แต่จากสถิติที่เห็นพบว่าไม่มีวันไหนที่ทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งนับว่าเป็นประวัติที่ไม่ดี

 

สำหรับคนที่ขยัน เดินเป็นพิเศษ การตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 6000 ก้าวต่อวันอาจถือว่าน้อยไปสักหน่อย ซึ่ง Gear Fit2 สามารถตั้งจำนวนก้าวในแต่ละวันได้ใหม่ตามต้องการ

 

นอกจากการการนับ ก้าวเดินปกติแล้ว Gear Fit2 ก็ยังออกแบบมาเพื่อชีวิตของพนักงานออฟฟิศอีกต่างหาก เพราะสามารถรองรับการนับสถิติของการเดินขึ้นตึก หรือขึ้นบันไดได้ด้วย โดยจะแสดงค่าเป็นจำนวนชั้นที่ขึ้นได้ในแต่ละวัน

 

รองรับการเก็บสถิติ อัตราการเต้นของหัวใจในแต่ละวัน เพื่อที่ผู้ใช้งานจะสามารถตรวจสอบในภายหลังได้ว่า ในรอบสัปดาห์ หรือรอบเดือนที่ผ่านมานั้นอัตราการเต้นของหัวใจของเรานั้นเป็นอย่างไร และห่างเหินจากการออกกำลังกายไปมากน้อยขนาดไหน

 

นอกจากหน้าหลักข้าง ต้นแล้ว หากต้องการก็ยังสามารถเพิ่มหน้าหลักเข้าไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นตัวนับจำนวนการดื่มกาแฟประจำวัน, ตัวนับสถิติการแข่งจำนวนก้าวเดินกับเพื่อน และตัวนับจำนวนการดื่มน้ำประจำ วัน

 

ขณะอยู่ที่หน้าแรก ของ Gear Fit2 หากเรากดที่ปุ่มโฮม ก็จะพบกับทางลัดสำหรับเข้าใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการตั้งค่า, เครื่องเล่นเพลง, สถิติในรอบวัน, การออกกำลังกาย, การเดิน, การเดินขึ้น, การเต้นของหัวใจ, การแข่งขันกับเพื่อน, การดื่มน้ำ, การดื่มกาแฟ, การค้นหามือถือ, นาฬิกานับเวลาถอยหลัง และนาฬิกาจับเวลา

 

Gear Fit2 นั้นมาพร้อมกับแอปพลิเคชันเครื่องเล่นเพลงในตัว ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเล่นเพลงจากไฟล์ที่เก็บบันทึกไว้ในตัวเครื่อง หรือ เล่นจากไฟล์บนสมาร์ทโฟน แต่อย่างไรก็ดี การฟังเพลงต้องใช้งานร่วมกับหูฟังแบบบลูทูธเท่านั้น

 

ในทุกๆ ครั้งที่เราดื่มน้ำ หรือดื่มกาแฟแต่ละแก้ว เราสามารถบันทึกเก็บเอาไว้เป็นสถิติได้ทันที

 

หากวันดีคืนดีเรา เกิดจำไม่ได้ว่าวางสมาร์ทโฟนไว้ตรงไหนของบ้าน หรือที่ทำงาน เราก็สามารถใช้ฟังก์ชัน Find My Phone ช่วยได้ โดยเมื่อกดค้นหาแล้ว สมาร์ทโฟนของเราก็จะส่งเสียงที่ดังมากเป็นพิเศษ แม้ขณะนั้นสมาร์ทโฟนของเราจะเลือกโหมดปิดเสียง หรือโหมดสั่นเอาไว้ก็ตาม จึงช่วยให้เราสามารถหาสมาร์ทโฟนเจอได้โดยง่าย

 

มีนาฬิกานับเวลาถอยหลัง และนาฬิกาจับเวลาให้ใช้งานในตัว

 

ในส่วนของการตั้ง ค่าจะประกอบไปด้วยการแสดงผล, ระบบสั่น, ตัวเครื่อง, การเชื่อมต่อ, การล็อกหน้าจอ, ระบบประหยัดพลังงาน, โปรไฟล์, ระบบกระตุ้นการออกกำลังกาย และข้อมูลของตัวเครื่อง

 

หน้าปัด (Watch Face) หรือหน้าจอหลักของ Gear Fit2 นั้นไม่ได้มีเพียงแค่แบบเดียว เพราะผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนหน้าปัดให้เป็นสไตล์อื่นได้อีกมากมาย และสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มเติมได้ รวมถึงสามารถตั้งค่าให้หน้าจอเปิดตลอดเวลา (Watch Always On) ได้ โดยตัวเลขแสดงเวลาจะแสดงผลบนหน้าจออยู่เสมอ และทุกครั้งที่ผู้ใช้งานยกนาฬิกาขึ้นมาดู หน้าปัดนาฬิกาแบบเต็มๆ ก็จะแสดงผลให้เห็นทุกครั้ง ซึ่งสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการดูข้อมูลสถิติอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

หน้าปัดนาฬิกา (Watch Face) แบบต่างๆ ที่ติดตั้งมาพร้อมกับ Gear Fit2 จะอยู่ทั้งหมด 9 แบบ และแต่ละแบบผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนสี หรือสไตล์ของหน้าปัดได้ด้วย

 

สามารเลือกเปิด-ปิดสัญลักษณ์ของแจ้งเตือนได้, ปรับความสว่างของหน้าจอได้ และกำหนดเวลาของการปิดหน้าจอได้

 

กำหนดเวลาของการปิดหน้าจอได้ตั้งแต่ 15 วินาที, 30 วินาที และ 1 นาที

 

รองรับการเปลี่ยนสไตล์ของฟอนต์ และปรับขนาดของฟอนต์ได้ 3 ระดับ (เล็ก, กลาง, ใหญ่)

 

สามารถเปิด-ปิดระบบสั่นได้ รวมถึงสามารถกำหนดให้สั่นแบบต่อเนื่องขณะที่มีสายเรียกเข้า หรือมีการแจ้งเตือนใหม่ได้

 

สามารถเลือก เปิด-ปิดระบบการสั่งงานด้วยการกดปุ่มโฮมติดๆ กันสองครั้งได้ โดยเลือกสั่งงานได้ทั้งการเริ่มทำกิจกรรมล่าสุด, การค้นหามือถือ, เปิดเครื่องเล่นเพลง, การตั้งค่า, นาฬิกาจับเวลา และนาฬิกานับเวลาถอยหลัง รวมถึงสามารถเปิดระบบการปลุกการทำงานด้วยท่าทางได้ (Wake-Up Gesture)

 

รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายทั้ง Bluetooth และ Wi-Fi แต่ก็น่าเสียดายเล็กน้อยที่ไม่รองรับ NFC และ ANT+

 

อีกหนึ่งทีเด็ด สำคัญของ Gear Fit2 ก็คือตัวเซ็นเซอร์สัญญาณจีพีเอสในตัวนั่นเอง ซึ่งช่วยให้สามารถวัดระยะทาง กับบอกตำแหน่งได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

 

หากต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ผู้ใช้งานก็สามารถกำหนดให้ต้องป้อนรหัสผ่าน (PIN) ก่อนเข้าใช้งานเครื่องได้

 

เมื่อเปิดใช้โหมด ประหยัดพลังงาน หน้าจอจะเปลี่ยนการแสดงผลให้เป็นสีขาว-ดำ และจำกัดการทำงานบางอย่าง ซึ่งแม้แบตเตอรี่จะเหลือเพียงแค่ 10% ก็สามารถใช้งานต่อได้นานสูงสุดถึงประมาณ 12 ชั่วโมง หรือกว่าครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว

 

สามารถกำหนดค่าโปรไฟล์ของผู้ใช้งานเองได้ทั้งเพศ, วันเกิด, ส่วนสูง, น้ำหนัก, หน่วยระยะทาง, หน่วยของการดื่มน้ำ และหน่วยของอุณหภูมิ

 

สามารถเลือก เปิด-ปิดตัวช่วยกระตุ้นการออกกำลังกายได้ ทั้งการตรวจจับการออกกำลังกาย, การตรวจสอบระยะเวลาที่ไม่ได้ออกกำลังกาย, การตรวจจับแบบ 24 ชั่วโมง, การก้าวเดิน, การเดินขึ้น และการออกกำลังกาย

การใช้งาน Gear Fit2 ร่วมกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Gear และ S Health

แม้ว่า Gear Fit2 เองจะสามารถทำงานพื้นฐานได้ด้วยตัวเอง แต่การที่จะใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพนั้นควรจะต้องใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน บนสมาร์ทโฟนด้วย ซึ่งแอปพลิเคชันสำคัญที่ควรติดตั้งไว้ใช้งานบนสมาร์ทโฟนนั้นได้แก่ Samsung Gear และ S Health

 

แอปพลิเคชัน Samsung Gear คือแอปพลิเคชันที่ควรติดตั้งเป็นอันดับแรก เพื่อให้สมาร์ทโฟนรู้จักกับ Gear Fit2 และสามารถปรับแต่งการใช้งานต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Samsung Gear ได้ฟรีจาก Google Play Store นั่นเอง และไม่จำกัดเฉพาะสมาร์ทโฟนแบรนด์ ซัมซุง เท่านั้น เพียงแค่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat ขึ้นไป และมีหน่วยความจำ RAM ขนาด 1.5 GB ขึ้นไป ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

 

หลังจากเปิดใช้งาน แอปพลิเคชันครั้งแรก ก็ต้องทำการเชื่อมต่อกับ Gear Fit2 เสียก่อน แต่ต้องไม่ลืมเปิดสัญญาณบลูทูธเอาไว้ทั้งในฝั่งของ Gear Fit2 และฝั่งของสมาร์ทโฟน

 

เมื่อทำการค้นหาสักครู่ อุปกรณ์ทั้งสองก็จะเจอกัน และเมื่อผู้ใช้กดยืนยันการจับคู่กันก็เป็นอันเสร็จสิ้น

 

หน้าหลักของแอปพลิเคชัน Samsung Gear ที่ดูเรียบง่าย

 

สามารถเลือกเปลี่ยน รูปแบบของหน้าปัด (Watch Face) บน Gear Fti2 ได้จากแอปพลิเคชัน Samsung Gear โดยตรง ไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับตัวเรือนของ Gear Fit2 แม้แต่น้อย

 

รวมถึงการปรับเปลี่ยนสไตล์ของหน้าปัดแต่ละรูปแบบ ก็สามารถทำผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Gear ได้โดยตรงเช่นกัน

 

สามารถดาวน์โหลดหน้าปัดแบบอื่นๆ ได้มากมายผ่านทาง Galaxy Apps

 

โดยหน้าปัดที่มีให้ ดาวน์โหลดนั้น มีทั้งที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี และดาวน์โหลดแบบเสียเงิน ซึ่งหน้าปัดแบบเสียเงิน ก็จะมีฟังก์ชัน หรือลูกเล่นที่มากกว่า

 

นอกจากนั้นก็จะเป็นแอปพลิเคชันสำคัญ กับแอปพลิเคชันเด่น ที่ทาง ซัมซุง คัดเลือกเอาไว้ให้

 

ตัวอย่างของแอปพลิ เคชันที่น่าดาวน์โหลดมาลองใช้งานกับ Gear Fit2 ก็เช่นแอปพลิเคชัน Fit Evolution ที่คอยแนะนำการบริหารร่างกายในท่าต่างๆ และแอปพลิเคชัน GOLF NAVI ที่เหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับนักกอล์ฟ

 

สามารถเลือกเปิดการแจ้งเตือนเฉพาะแอปพลิเคชันที่ต้องการได้ และกำหนดค่าของระบบการแจ้งเตือนได้หลากหลาย

 

สามารถจัดเรียงลำดับก่อนหลังของแอปพลิเคชันบน Gear Fit2 ได้ รวมถึงสามารถถอนการติดตั้ง (Uninstall) ได้ทันที

 

การตั้งค่าอื่นๆ ที่ดูหลากหลาย และยืดหยุ่นกว่าการตั้งค่าจากตัวเครื่อง Gear Fit2 เอง

 

สามารถแชร์สถิติการออกกำลังกายของผู้ใช้งานให้เพื่อนๆ ดูได้ผ่านทาง Facebook

 

สามารถตรวจสอบ และอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดให้กับ Gear Fit2 ได้โดยตรง

 

สามารถตรวจสอบพื้นที่หน่วยความจำที่ใช้งานไปในส่วนต่างๆ และพื้นที่หน่วยความจำที่เหลือได้โดยง่าย

 

มีฟังก์ชันสำหรับ การค้นหาเครื่อง Gear Fit2 โดยเมื่อค้นหาแล้ว ตัวเครื่อง Gear Fit2 จะสั่น และหน้าจอจะสว่างขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาตัวเครื่อง Gear Fit2 เจอได้โดยง่าย

 

นอกจากแอปพลิเคชัน Samsung Gear แล้ว อีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้ก็คือแอปพลิเคชัน S Health นั่นเอง ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่คอยซิงค์ข้อมูลจาก Gear Fit2 เข้าไปยังสมาร์ทโฟน และคอยวิเคราะห์สถิติต่างๆ ของการออกกำลังหายที่เกิดขึ้น รวมถึงช่วยสรุปข้อมูลให้ผู้ใช้งานได้ดูผ่านทางอินเตอร์เฟสที่สวยงาม และเข้าใจง่าย

 

ช่วยติดตาม และสรุปสถิติของการออกกำลังกายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จึงช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรู้ได้โดยง่ายว่าตัวเองนั้นมีการออกกำลังกาย หรือมีการดูแลสุขภาพที่เพียงพอหรือไม่

 

เมื่อภารกิจใดสำเร็จตามเป้าหมาย หรือเกินเป้าหมาย ก็จะมีป้ายรางวัลให้ ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจได้เป็นอย่างดี

 

แอปพลิเคชัน S Health นั้นรองรับกับชนิดกีฬา หรือการออกกำลังแทบทุกประเภท รวมถึงรองรับการเก็บข้อมูลจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ในเชิงลึก แม้กระทั่งการนอน ส่วนอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน S Health ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะอุปกรณ์ในตระกูล Gear ของ ซัมซุง แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสามารถรองรับกับอุปกรณ์เพื่อสุขภาพจากแบรนด์อื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

 

สรุปผลการทดสอบของ Samsung Gear Fit2

หลังจากที่ได้ทดสอบ Samsung Gear Fit2 มาแบบทุกซอกทุกมุม และด้วยการที่ทีมงานมีโอกาสได้ใช้งาน Gear Fit รุ่นแรกมาก่อน จึงตอบได้อย่างมั่นใจว่า Gear Fit2 รุ่นนี้ถูกพัฒนาให้มีความครบเครื่องสมบูรณ์แบบขึ้นเป็นอย่างมาก แม้ฟีเจอร์โดยรวมอาจเป็นรองรุ่นใหญ่อย่าง Gear S2 อยู่บ้าง แต่หากเทียบกับทายาทโดยตรงอย่าง Gear Fit รุ่นแรก ก็นับว่าถูกยกเครื่องใหม่หมดจดแทบทุกองค์ประกอบเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่กระจกหน้าจอ กับตัวเรือนที่โค้งมนมากขึ้น จึงรับกับข้อมือได้ดีกว่าเดิม, ความละเอียดคมชัดของการแสดงผลที่มากขึ้น, ระบบปฏิบัติการ Tizen ที่สดใหม่, หน่วยความจำภายในที่มากขึ้น สามารถเก็บไฟล์เพลงได้ในตัว จึงใช้เป็นเครื่องเล่นเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟน, หน่วยความจำแรมที่มากขึ้น จึงช่วยให้การใช้งานมีความลื่นไหล ตอบสนองได้ทันใจ, จีพีเอสในตัว ที่ช่วยให้การวัดระยะทางมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น, เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความแม่นยำมากขึ้น, เซ็นเซอร์ตรวจวัดความกดอากาศที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่, แท่นชาร์จแบตเตอรี่แบบแม่เหล็กที่ใช้งานได้สะดวกคล่องตัวกว่าเดิม, ตัวเรือนที่สามารถป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นได้ดีกว่าเดิม และรองรับรูปแบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายถึง 15 ประเภท เรียกได้ว่าใครอยากจะวิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, เดินป่า, เล่นโยคะ หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพทั่วๆ ไป สายรัดข้อมืออัจฉริยะอย่าง Gear Fit2 รุ่นนี้ก็พร้อมที่จะเป็นผู้ช่วยข้างกายได้ตลอดเวลา

สำหรับราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ Gear Fit2 นั้นจะอยู่ที่ 6,500 บาท ตามที่ได้บอกกล่าวกันไปแล้วในตอนต้น ซึ่งเป็นราคาเปิดตัวที่สูงกว่า Gear Fit รุ่นเดิมอยู่เล็กน้อย (Gear Fit รุ่นแรกมีราคาเปิดตัวที่ 5,900 บาท) แต่หากชั่งน้ำหนักเทียบกับความสามารถมากมายที่ถูกอัปเกรดเพิ่มเข้ามาใน Gear Fit2 ก็นับว่าสมน้ำสมเนื้อ และยังคงเป็นราคาที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่น่าจะเอื้อมถึงได้ไม่ยาก สรุปแล้ว Gear Fit2 รุ่นนี้จึงนับว่าเหมาะกับผู้ที่กำลังวางแผนในการเริ่มต้นออกกำลังกาย และเริ่มหันมาใส่ใจในสุขภาพอย่างแท้จริง เพราะด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก จึงนับว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ส่วนท่านใดที่สนใจจับจองเป็นเจ้าของ Gear Fit2 ก็สามารถแวะไปลองใช้งาน หรือหาซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป ที่ Samsung Brand Shop ทุกสาขา รวมถึงตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

 

จุดเด่นของ Samsung Gear Fit2

- ตัวเรือนมีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 (กันน้ำลึก 1.5 เมตร ได้ต่อเนื่องสูงสุด 30 นาที)
- ตัวเรือนมีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถสวมใส่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกคล่องตัวเป็นอย่างดี
- จอแสดงผลระบบสัมผัสแบบ Curved Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 432x216 พิกเซล (311 ppi) ซึ่งละเอียดคมชัดกว่า Gear Fit รุ่นเดิม
- กระจกหน้าจอที่มีค่าความโค้งมากกว่าเดิม (47.65R) จึงช่วยให้โอบรับกับข้อมือของผู้ใช้งานได้มากขึ้น
- จีพีเอส (GPS) สำหรับรับสัญญาณดาวเทียมในตัว
- รองรับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย Wi-Fi (802.11 b/g/n)
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth 4.2 พร้อมรองรับโปรไฟล์ A2DP, AVRCP และ HSP
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Dual-Core Exynos 3250 ความเร็วในการประมวลผล 1.0 GHz
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Tizen
- หน่วยความจำภายในขนาด 4 GB ซึ่งมากกว่า Gear Fit รุ่นเดิม
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 512 MB ซึ่งมากกว่า Gear Fit รุ่นเดิม
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความกดอากาศ (Barometer) ซึ่ง Gear Fit รุ่นเดิมไม่มี
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) ที่มีความแม่นยำมากขึ้น
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร่งเชิงเส้น (Accelerometer)
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร็วเชิงมุม (Gyro)
- รองรับการแสดงข้อมูลแจ้งเตือนของข้อความ, โทรศัพท์, อีเมล, นัดหมาย และแอปพลิเคชันอื่นๆ
- รองรับการใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงได้อย่างอิสระ (รองรับไฟล์ MP3, M4A, AAC, OGG) โดยไม่ต้องอาศัยสมาร์ทโฟน
- รองรับรูปแบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายถึง 15 ประเภท ทั้ง Running, Walking, Hiking, Cycling, Step Machine, Exercise Bike, Elliptical Trainner, Treadmill, Lunges, Crunches, Squats, Pilates, Yoga, Rowing Machine
- แบตเตอรี่ Li-ion ขนาด 200 mAh
- รองรับการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่ใช้ระบบ ปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat ขึ้นไป และมีหน่วยความจำแรม (RAM) ตั้งแต่ขนาด 1.5 GB ขึ้นไป
- มีสายรัดข้อมือให้เลือก 2 ขนาด (สายเล็กสำหรับข้อมือขนาด 125-170 มิลลิเมตร และสายใหญ่สำหรับข้อมือขนาด 155-210 มิลลิเมตร)
- ราคา 6,500 บาท ซึ่งถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับคุณสมบัติ และฟีเจอร์ที่ใส่มาให้

 

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Gear Fit2

- ไม่รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายแบบ ANT+ และ NFC
- ไม่รองรับการใส่ซิมการ์ด เพื่อใช้งานร่วมกับระบบเครือข่าย 4G, 3G และอื่นๆ
- ราคาเปิดตัวสูงกว่า Samsung Gear Fit รุ่นเดิมอยู่เล็กน้อย (Gear Fit รุ่นเดิมมีราคาเปิดตัวที่ 5,900 บาท)
- ในประเทศไทยมีวางจำหน่ายเฉพาะสีดำเท่านั้น

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทาง ศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

สรุปข้อมูล และคุณสมบัติของ Samsung Gear Fit2

ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Samsung Gear Fit2 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปข้อมูล Samsung Gear Fit2

 

การใช้งาน Gear Fit2 ร่วมกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Gear และ S Health

แม้ว่า Gear Fit2 เองจะสามารถทำงานพื้นฐานได้ด้วยตัวเอง แต่การที่จะใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพนั้นควรจะต้องใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน บนสมาร์ทโฟนด้วย ซึ่งแอปพลิเคชันสำคัญที่ควรติดตั้งไว้ใช้งานบนสมาร์ทโฟนนั้นได้แก่ Samsung Gear และ S Health

 

แอปพลิเคชัน Samsung Gear คือแอปพลิเคชันที่ควรติดตั้งเป็นอันดับแรก เพื่อให้สมาร์ทโฟนรู้จักกับ Gear Fit2 และสามารถปรับแต่งการใช้งานต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Samsung Gear ได้ฟรีจาก Google Play Store นั่นเอง และไม่จำกัดเฉพาะสมาร์ทโฟนแบรนด์ ซัมซุง เท่านั้น เพียงแค่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat ขึ้นไป และมีหน่วยความจำ RAM ขนาด 1.5 GB ขึ้นไป ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

 

หลังจากเปิดใช้งาน แอปพลิเคชันครั้งแรก ก็ต้องทำการเชื่อมต่อกับ Gear Fit2 เสียก่อน แต่ต้องไม่ลืมเปิดสัญญาณบลูทูธเอาไว้ทั้งในฝั่งของ Gear Fit2 และฝั่งของสมาร์ทโฟน

 

เมื่อทำการค้นหาสักครู่ อุปกรณ์ทั้งสองก็จะเจอกัน และเมื่อผู้ใช้กดยืนยันการจับคู่กันก็เป็นอันเสร็จสิ้น

 

หน้าหลักของแอปพลิเคชัน Samsung Gear ที่ดูเรียบง่าย

 

สามารถเลือกเปลี่ยน รูปแบบของหน้าปัด (Watch Face) บน Gear Fti2 ได้จากแอปพลิเคชัน Samsung Gear โดยตรง ไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับตัวเรือนของ Gear Fit2 แม้แต่น้อย

 

รวมถึงการปรับเปลี่ยนสไตล์ของหน้าปัดแต่ละรูปแบบ ก็สามารถทำผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Gear ได้โดยตรงเช่นกัน

 

สามารถดาวน์โหลดหน้าปัดแบบอื่นๆ ได้มากมายผ่านทาง Galaxy Apps

 

โดยหน้าปัดที่มีให้ ดาวน์โหลดนั้น มีทั้งที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี และดาวน์โหลดแบบเสียเงิน ซึ่งหน้าปัดแบบเสียเงิน ก็จะมีฟังก์ชัน หรือลูกเล่นที่มากกว่า

 

นอกจากนั้นก็จะเป็นแอปพลิเคชันสำคัญ กับแอปพลิเคชันเด่น ที่ทาง ซัมซุง คัดเลือกเอาไว้ให้

 

ตัวอย่างของแอปพลิ เคชันที่น่าดาวน์โหลดมาลองใช้งานกับ Gear Fit2 ก็เช่นแอปพลิเคชัน Fit Evolution ที่คอยแนะนำการบริหารร่างกายในท่าต่างๆ และแอปพลิเคชัน GOLF NAVI ที่เหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับนักกอล์ฟ

 

สามารถเลือกเปิดการแจ้งเตือนเฉพาะแอปพลิเคชันที่ต้องการได้ และกำหนดค่าของระบบการแจ้งเตือนได้หลากหลาย

 

สามารถจัดเรียงลำดับก่อนหลังของแอปพลิเคชันบน Gear Fit2 ได้ รวมถึงสามารถถอนการติดตั้ง (Uninstall) ได้ทันที

 

การตั้งค่าอื่นๆ ที่ดูหลากหลาย และยืดหยุ่นกว่าการตั้งค่าจากตัวเครื่อง Gear Fit2 เอง

 

สามารถแชร์สถิติการออกกำลังกายของผู้ใช้งานให้เพื่อนๆ ดูได้ผ่านทาง Facebook

 

สามารถตรวจสอบ และอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดให้กับ Gear Fit2 ได้โดยตรง

 

สามารถตรวจสอบพื้นที่หน่วยความจำที่ใช้งานไปในส่วนต่างๆ และพื้นที่หน่วยความจำที่เหลือได้โดยง่าย

 

มีฟังก์ชันสำหรับ การค้นหาเครื่อง Gear Fit2 โดยเมื่อค้นหาแล้ว ตัวเครื่อง Gear Fit2 จะสั่น และหน้าจอจะสว่างขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาตัวเครื่อง Gear Fit2 เจอได้โดยง่าย

 

นอกจากแอปพลิเคชัน Samsung Gear แล้ว อีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้ก็คือแอปพลิเคชัน S Health นั่นเอง ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่คอยซิงค์ข้อมูลจาก Gear Fit2 เข้าไปยังสมาร์ทโฟน และคอยวิเคราะห์สถิติต่างๆ ของการออกกำลังหายที่เกิดขึ้น รวมถึงช่วยสรุปข้อมูลให้ผู้ใช้งานได้ดูผ่านทางอินเตอร์เฟสที่สวยงาม และเข้าใจง่าย

 

ช่วยติดตาม และสรุปสถิติของการออกกำลังกายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จึงช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรู้ได้โดยง่ายว่าตัวเองนั้นมีการออกกำลังกาย หรือมีการดูแลสุขภาพที่เพียงพอหรือไม่

 

เมื่อภารกิจใดสำเร็จตามเป้าหมาย หรือเกินเป้าหมาย ก็จะมีป้ายรางวัลให้ ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจได้เป็นอย่างดี

 

แอปพลิเคชัน S Health นั้นรองรับกับชนิดกีฬา หรือการออกกำลังแทบทุกประเภท รวมถึงรองรับการเก็บข้อมูลจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ในเชิงลึก แม้กระทั่งการนอน ส่วนอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน S Health ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะอุปกรณ์ในตระกูล Gear ของ ซัมซุง แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสามารถรองรับกับอุปกรณ์เพื่อสุขภาพจากแบรนด์อื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

 

สรุปผลการทดสอบของ Samsung Gear Fit2

หลังจากที่ได้ทดสอบ Samsung Gear Fit2 มาแบบทุกซอกทุกมุม และด้วยการที่ทีมงานมีโอกาสได้ใช้งาน Gear Fit รุ่นแรกมาก่อน จึงตอบได้อย่างมั่นใจว่า Gear Fit2 รุ่นนี้ถูกพัฒนาให้มีความครบเครื่องสมบูรณ์แบบขึ้นเป็นอย่างมาก แม้ฟีเจอร์โดยรวมอาจเป็นรองรุ่นใหญ่อย่าง Gear S2 อยู่บ้าง แต่หากเทียบกับทายาทโดยตรงอย่าง Gear Fit รุ่นแรก ก็นับว่าถูกยกเครื่องใหม่หมดจดแทบทุกองค์ประกอบเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่กระจกหน้าจอ กับตัวเรือนที่โค้งมนมากขึ้น จึงรับกับข้อมือได้ดีกว่าเดิม, ความละเอียดคมชัดของการแสดงผลที่มากขึ้น, ระบบปฏิบัติการ Tizen ที่สดใหม่, หน่วยความจำภายในที่มากขึ้น สามารถเก็บไฟล์เพลงได้ในตัว จึงใช้เป็นเครื่องเล่นเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟน, หน่วยความจำแรมที่มากขึ้น จึงช่วยให้การใช้งานมีความลื่นไหล ตอบสนองได้ทันใจ, จีพีเอสในตัว ที่ช่วยให้การวัดระยะทางมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น, เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความแม่นยำมากขึ้น, เซ็นเซอร์ตรวจวัดความกดอากาศที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่, แท่นชาร์จแบตเตอรี่แบบแม่เหล็กที่ใช้งานได้สะดวกคล่องตัวกว่าเดิม, ตัวเรือนที่สามารถป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นได้ดีกว่าเดิม และรองรับรูปแบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายถึง 15 ประเภท เรียกได้ว่าใครอยากจะวิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, เดินป่า, เล่นโยคะ หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพทั่วๆ ไป สายรัดข้อมืออัจฉริยะอย่าง Gear Fit2 รุ่นนี้ก็พร้อมที่จะเป็นผู้ช่วยข้างกายได้ตลอดเวลา

สำหรับราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ Gear Fit2 นั้นจะอยู่ที่ 6,500 บาท ตามที่ได้บอกกล่าวกันไปแล้วในตอนต้น ซึ่งเป็นราคาเปิดตัวที่สูงกว่า Gear Fit รุ่นเดิมอยู่เล็กน้อย (Gear Fit รุ่นแรกมีราคาเปิดตัวที่ 5,900 บาท) แต่หากชั่งน้ำหนักเทียบกับความสามารถมากมายที่ถูกอัปเกรดเพิ่มเข้ามาใน Gear Fit2 ก็นับว่าสมน้ำสมเนื้อ และยังคงเป็นราคาที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่น่าจะเอื้อมถึงได้ไม่ยาก สรุปแล้ว Gear Fit2 รุ่นนี้จึงนับว่าเหมาะกับผู้ที่กำลังวางแผนในการเริ่มต้นออกกำลังกาย และเริ่มหันมาใส่ใจในสุขภาพอย่างแท้จริง เพราะด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก จึงนับว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ส่วนท่านใดที่สนใจจับจองเป็นเจ้าของ Gear Fit2 ก็สามารถแวะไปลองใช้งาน หรือหาซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป ที่ Samsung Brand Shop ทุกสาขา รวมถึงตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

 

จุดเด่นของ Samsung Gear Fit2

- ตัวเรือนมีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 (กันน้ำลึก 1.5 เมตร ได้ต่อเนื่องสูงสุด 30 นาที)
- ตัวเรือนมีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถสวมใส่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกคล่องตัวเป็นอย่างดี
- จอแสดงผลระบบสัมผัสแบบ Curved Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 432x216 พิกเซล (311 ppi) ซึ่งละเอียดคมชัดกว่า Gear Fit รุ่นเดิม
- กระจกหน้าจอที่มีค่าความโค้งมากกว่าเดิม (47.65R) จึงช่วยให้โอบรับกับข้อมือของผู้ใช้งานได้มากขึ้น
- จีพีเอส (GPS) สำหรับรับสัญญาณดาวเทียมในตัว
- รองรับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย Wi-Fi (802.11 b/g/n)
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth 4.2 พร้อมรองรับโปรไฟล์ A2DP, AVRCP และ HSP
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Dual-Core Exynos 3250 ความเร็วในการประมวลผล 1.0 GHz
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Tizen
- หน่วยความจำภายในขนาด 4 GB ซึ่งมากกว่า Gear Fit รุ่นเดิม
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 512 MB ซึ่งมากกว่า Gear Fit รุ่นเดิม
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความกดอากาศ (Barometer) ซึ่ง Gear Fit รุ่นเดิมไม่มี
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) ที่มีความแม่นยำมากขึ้น
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร่งเชิงเส้น (Accelerometer)
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร็วเชิงมุม (Gyro)
- รองรับการแสดงข้อมูลแจ้งเตือนของข้อความ, โทรศัพท์, อีเมล, นัดหมาย และแอปพลิเคชันอื่นๆ
- รองรับการใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงได้อย่างอิสระ (รองรับไฟล์ MP3, M4A, AAC, OGG) โดยไม่ต้องอาศัยสมาร์ทโฟน
- รองรับรูปแบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายถึง 15 ประเภท ทั้ง Running, Walking, Hiking, Cycling, Step Machine, Exercise Bike, Elliptical Trainner, Treadmill, Lunges, Crunches, Squats, Pilates, Yoga, Rowing Machine
- แบตเตอรี่ Li-ion ขนาด 200 mAh
- รองรับการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่ใช้ระบบ ปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat ขึ้นไป และมีหน่วยความจำแรม (RAM) ตั้งแต่ขนาด 1.5 GB ขึ้นไป
- มีสายรัดข้อมือให้เลือก 2 ขนาด (สายเล็กสำหรับข้อมือขนาด 125-170 มิลลิเมตร และสายใหญ่สำหรับข้อมือขนาด 155-210 มิลลิเมตร)
- ราคา 6,500 บาท ซึ่งถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับคุณสมบัติ และฟีเจอร์ที่ใส่มาให้

 

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Gear Fit2

- ไม่รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายแบบ ANT+ และ NFC
- ไม่รองรับการใส่ซิมการ์ด เพื่อใช้งานร่วมกับระบบเครือข่าย 4G, 3G และอื่นๆ
- ราคาเปิดตัวสูงกว่า Samsung Gear Fit รุ่นเดิมอยู่เล็กน้อย (Gear Fit รุ่นเดิมมีราคาเปิดตัวที่ 5,900 บาท)
- ในประเทศไทยมีวางจำหน่ายเฉพาะสีดำเท่านั้น

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทาง ศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

สรุปข้อมูล และคุณสมบัติของ Samsung Gear Fit2

ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Samsung Gear Fit2 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปข้อมูล Samsung Gear Fit2

 

Advertisement Replay Ad
รีวิว New Microsoft Surface Pro ราคาถูกลงกับประสิทธิภาพดีขึ้น ในบอดี้ที่คุ้นเคย

รีวิว New Microsoft Surface Pro ราคาถูกลงกับประสิทธิภาพดีขึ้น ในบอดี้ที่คุ้นเคย

“พอเพียง ให้เพียงพอ เพื่อชีวิตที่ดี” ด้วยแอปจดบันทึกรายรับ รายจ่าย Weple money

“พอเพียง ให้เพียงพอ เพื่อชีวิตที่ดี” ด้วยแอปจดบันทึกรายรับ รายจ่าย Weple money

รีวิว OPPO A71 มือถือระดับ 6,000 บาท ที่ยังคงเน้นเรื่องการถ่ายภาพ Selfie เต็มสูบ

รีวิว OPPO A71 มือถือระดับ 6,000 บาท ที่ยังคงเน้นเรื่องการถ่ายภาพ Selfie เต็มสูบ

รีวิว Nikon D7500 กล้อง DSLR รุ่นกลางที่ถอดวิญญาณรุ่นพี่มาใส่

รีวิว Nikon D7500 กล้อง DSLR รุ่นกลางที่ถอดวิญญาณรุ่นพี่มาใส่

เทคโนโลยีรถยนต์สมัยใหม่ อันตรายที่แฝงมากับความสะดวกสบายใกล้ตัว

เทคโนโลยีรถยนต์สมัยใหม่ อันตรายที่แฝงมากับความสะดวกสบายใกล้ตัว

รีวิว Vivo V7+ (Plus) มือถือไรกรอบที่เน้นถ่ายภาพ Selfie คมชัด ราคาหมื่นต้น

รีวิว Vivo V7+ (Plus) มือถือไรกรอบที่เน้นถ่ายภาพ Selfie คมชัด ราคาหมื่นต้น

รีวิว Xiaomi Mi6 มือถือสเปคท็อป!! ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์

รีวิว Xiaomi Mi6 มือถือสเปคท็อป!! ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์

แต่งรูปชิคๆ Hipster สุดๆ ด้วยแอป Animal Face

แต่งรูปชิคๆ Hipster สุดๆ ด้วยแอป Animal Face

คุณมีความลับใช่มั้ย? “Secret Files” แอปเก็บไฟล์ลับชั้นดี ผ่านเครื่องคิดเลข!

คุณมีความลับใช่มั้ย? “Secret Files” แอปเก็บไฟล์ลับชั้นดี ผ่านเครื่องคิดเลข!

รีวิว Huawei nova2i สมาร์ทโฟน 4 กล้อง เน้นหน้าชัดหลังเบลอ จอใหญ่เกือบเต็มด้านหน้า

รีวิว Huawei nova2i สมาร์ทโฟน 4 กล้อง เน้นหน้าชัดหลังเบลอ จอใหญ่เกือบเต็มด้านหน้า

แกะกล่อง รีวิว iPhone 8 Plus เครื่องแรก ๆ ในไทย กับข้างนอกที่คุุ้นเคย แต่ข้างในนั้นมีดีไม่เบา

แกะกล่อง รีวิว iPhone 8 Plus เครื่องแรก ๆ ในไทย กับข้างนอกที่คุุ้นเคย แต่ข้างในนั้นมีดีไม่เบา

รีวิว หูฟัง Bluetooth 3 แบบที่แตกต่างฟังก์ชั่นและ Life Style จาก QCY

รีวิว หูฟัง Bluetooth 3 แบบที่แตกต่างฟังก์ชั่นและ Life Style จาก QCY

รีวิว Jimu Astrobot เปลี่ยนการเรียนรู้ให้สนุกทุกเพศทุกวัย

รีวิว Jimu Astrobot เปลี่ยนการเรียนรู้ให้สนุกทุกเพศทุกวัย

รีวิว Panasonic EZ1000 ทีวี OLED รุ่นท็อป พร้อมชาวน์บาร์เสียงเฉียบ

รีวิว Panasonic EZ1000 ทีวี OLED รุ่นท็อป พร้อมชาวน์บาร์เสียงเฉียบ

เปรียบเทียบภาพถ่ายจริงระหว่าง Samsung Galaxy Note 8 กับ iPhone 7 Plus ใครจะดีกว่ากัน

เปรียบเทียบภาพถ่ายจริงระหว่าง Samsung Galaxy Note 8 กับ iPhone 7 Plus ใครจะดีกว่ากัน

รีวิว Panasonic EX750 ทีวี LED ตัวท็อปสุดเก๋ ยกจอสูงได้เป็นฟุต

รีวิว Panasonic EX750 ทีวี LED ตัวท็อปสุดเก๋ ยกจอสูงได้เป็นฟุต

รีวิว ความแตกต่าง Google Drive File Stream กับ Backup and Sync

รีวิว ความแตกต่าง Google Drive File Stream กับ Backup and Sync

รีวิว Glonee A1 Lite มือถือแบตฯอึดทีมีดีเรื่องการถ่ายภาพ

รีวิว Glonee A1 Lite มือถือแบตฯอึดทีมีดีเรื่องการถ่ายภาพ

สัมผัสแรก Motorola G5s Plus มือถือกล้องหลังคู่ครั้งแรกของ โมโต พร้อมขายในงาน Thailand Mobile Expo

สัมผัสแรก Motorola G5s Plus มือถือกล้องหลังคู่ครั้งแรกของ โมโต พร้อมขายในงาน Thailand Mobile Expo

รีวิว Samsung Galaxy Note 8 การกลับมาพร้อมกับกล้องหลังคู่และเทคโนโลยีอัดแน่น

รีวิว Samsung Galaxy Note 8 การกลับมาพร้อมกับกล้องหลังคู่และเทคโนโลยีอัดแน่น

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์