หาก iPhone ถูกผลิตและประกอบในสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นจนจบตามนโยบาย "ทรัมป์" จะเป็นอย่างไร?

หาก iPhone ถูกผลิตและประกอบในสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นจนจบตามนโยบาย "ทรัมป์" จะเป็นอย่างไร?

หาก iPhone ถูกผลิตและประกอบในสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นจนจบตามนโยบาย "ทรัมป์" จะเป็นอย่างไร?

Techmoblog

สนับสนุนเนื้อหา

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้วซึ่งถือเป็นเวลาอันสำคัญของชาวสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ และท้ายที่สุด Donald Trump ก็เป็นผู้ที่กำชัยชนะและได้เข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นคนถัดไป แต่ทราบหรือไม่ว่าครั้งหนึ่ง Donald Trump เคยประกาศว่าหากตัวเขาได้เป็นประธานาธิบดีขึ้นมาจริงๆ จะสั่งให้ Apple เริ่มผลิตคอมพิวเตอร์รวมไปถึง ภายในสหรัฐฯ ที่เดียวเท่านั้นไม่ใช่ผลิตภายในประเทศจีนเหมือนกับที่กำลังทำอยู่ 

ข้อสงสัยต่อ Apple เกี่ยวกับการผลิตสินค้าในจีนไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะสมัยที่ Barack Obama ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เคยได้สอบถามไปยัง Steve Jobs เช่นเดียวกันว่าเพราะเหตุใด Apple จึงไม่ผลิตโทรศัพท์ภายในประเทศบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งคำตอบในเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะ Apple ไม่ได้จ้างเหล่าผู้ผลิตในแดนมังกรเพราะมีค่าใช้จ่ายด้านแรงงานถูกกว่าเท่านั้น แต่ภายในประเทศจีนยังคงมีแรงงานฝีมือดีกระจุกตัวอยู่ อีกทั้งแอปเปิลยังเชื่อว่าโรงงานที่ให้ทางเลือกและความหลากหลายในการผลิต (Flexible Factories) รวมถึงเหล่าซัพพลายเออร์ที่เป็นผู้ส่งต่อชิ้นส่วนต่างๆ มีความสามารถปรับปรุงซ่อมแซมได้รวดเร็วกว่าคนอเมริกันเสียอีก

อย่างไรก็ดี เราพักความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง iPhone และประเทศจีนออกไปก่อน เพราะในขณะนี้ Donald Trump ก้าวสู่การเป็นประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งนโยบายการผลิตสินค้าของ Apple ให้จำกัดวงอยู่ภายในประเทศเท่านั้นคงมีสิทธิถูกเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง ลองจินตนาการกันเล่นๆ ดูสิว่า หากแอปเปิลสนองนโยบายด้วยการผลิต iPhone ที่บ้านเกิดตัวเองเหมือนกับที่ผลิตคอมพิวเตอร์ตระกูล Mac ระดับไฮเอนด์บางรุ่นในปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไร? หากยังนึกภาพไม่ออก เราลองไปดูสถานการณ์จำลองความเป็นไปได้ในแต่ละรูปแบบกันดูครับ

1. สั่งซื้อชิ้นส่วนจากทั่วโลก แต่เอามาประกอบที่สหรัฐฯ

ทุกวันนี้แอปเปิลมีพาร์ทเนอร์โรงงานสำหรับประกอบ iPhone เป็นจำนวนทั้งหมด 7 แห่งด้วยกัน โดยโรงงานจำนวน 6 ที่ ตั้งอยู่ในประเทศจีน ส่วนอีกหนึ่งที่ตั้งอยู่ในประเทศบราซิล แต่หากไอโฟนถูกประกอบภายในสหรัฐฯ และแอปเปิลยังคงสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับประกอบจากทั่วทุกมุมโลก ราคาค่าตัวของไอโฟนจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน?

เรื่องนี้เราอาจต้องกลับไปดูถึงราคาชิ้นส่วนแต่ละอย่างที่ IHS บริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลกได้เคยประเมินชิ้นส่วนของ iPhone 6s Plus เรือธงปีที่แล้ว ที่วางจำหน่ายด้วยราคา 749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 26,500 บาท (รุ่น 32GB) แต่จริงๆ แล้วค่าชิ้นส่วนรวมทั้งหมดตกอยู่ที่ประมาณ 230 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8 พันกว่าบาทเท่านั้น สำหรับในส่วนของ iPhone SE มือถือรุ่นเล็กที่วางจำหน่ายในราคา 399 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็มีราคาส่วนประกอบรวมที่ 156 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5,500 บาทเท่านั้นเอง นอกจากนี้ค่าประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นให้ออกมาเป็นรูปร่างของไอโฟนเครื่องหนึ่งอยู่ที่ราว 4 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 140 บาท

อย่างไรก็ดี ราคาข้างต้นค่อนข้างจะแตกต่างกับ Jason Dedrick อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Syracuse ที่ประเมินค่าประกอบเอาไว้อยู่ที่ประมาณ 354 บาท แต่จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ อาจารย์ท่านนี้ระบุเอาไว้ว่าหากไอโฟนถูกประกอบในสหรัฐฯ ต้องบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเข้าไปอีกประมาณ 30 - 40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,000 - 1,400 บาทเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นเนื่องมาจากค่าแรงงานของสหรัฐฯ มีอัตราที่สูงกว่า แต่ปัจจัยหลักเลยก็คือค่าใช้จ่ายสำหรับการขนส่งเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นขณะขนส่งชิ้นส่วนต่างๆ เข้ามาในประเทศ ซึ่งหากตีราคาชิ้นส่วนตามที่ IHS ระบุมาและเพิ่มค่าใช้จ่ายขนส่งเพิ่มเติมเข้าไป ราคาค่าตัวของ iPhone 6s Plus อาจพุ่งสูงกว่าเดิมประมาณ 5% หรือพูดง่ายๆ ก็คือ iPhone 6s Plus รุ่นความจุ 32GB ที่มีราคาประมาณ 26,500 บาท ก็จะขยับเพดานราคาไปตั้งหลักที่ 27,800 บาทแทน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับรุ่นความจุที่มากขึ้น

ซัพพลายเออร์ของ Apple ที่กระจายตัวอยู่ทุกมุมโลกกว่า 28 แห่ง

แต่ถ้า Apple เกิดทำขึ้นมาจริงๆ แล้วสหรัฐฯ จะได้อะไรล่ะ? แอปเปิลเคยเปิดเผยเอาไว้ว่าซัพพลายเออร์ของบริษัทมีการจ้างคนงานรวมกว่า 1.6 ล้านคน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการประกอบไอโฟนขั้นสุดท้าย จำนวนพนักงานที่ต้องใช้กลับลดน้อยลงมากกว่านั้น ดังนั้น แม้ว่าแอปเปิลอาจโน้มน้าวให้ Foxconn หรือซัพพลายเออร์รายอื่นให้เข้ามาประกอบ iPhone ในสหรัฐฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรมากนักก็ตาม สิ่งเหล่านั้นอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงดั่งที่ Trump ตีโจทย์เอาไว้เท่าไหร่นัก เพราะ Trump เองคงต้องการให้ผลิตเองตั้งแต่ต้นจนจบเลยมากกว่า

2. ไม่ซื้อส่วนประกอบจากทั่วโลก แต่ผลิตขึ้นมาเองเลยในสหรัฐฯ

รู้หรือไม่ว่า ซัพพลายเออร์ของแอปเปิลจำนวนเกือบครึ่งจากทั้งหมด 766 ราย (นับรวมบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนสำหรับ iPhone, iPads และ Mac) ตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศจีนและญี่ปุ่นเป็นจำนวนทั้งหมด 126 ราย ส่วนในสหรัฐฯ มีอยู่ประมาณ 69 ราย และไต้หวันมี 41 ราย แต่จำนวนพวกนี้เกี่ยวกันอย่างไร? เราลองไปดูชิ้นส่วนเบื้องต้นที่ใช้สำหรับประกอบไอโฟนกันก่อน โดยหน้าจอแสดงผลของไอโฟนถูกครอบทับด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass จากบริษัท Corning มีโรงงานตั้งอยู่ ณ รัฐเคนทักกี (สหรัฐฯ), เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และไต้หวัน ด้านชิปต่างๆ ที่ถูกติดตั้งไว้ภายในไอโฟนคือหนึ่งในส่วนประกอบที่แพงที่สุด ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 700 บาท ตามการประเมินราคาของ iPhone SE ส่วนอีกหนึ่งส่วนประกอบที่มีราคาแพงไม่แพ้กันคือชิปเซ็ตประมวลผลที่ Apple เป็นผู้ออกแบบพัฒนาเอง และส่งต่อให้บริษัท outsource อย่าง Samsung และ TSMC จากไต้หวันเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนจริงๆ 

แต่ชิ้นที่ระบุมาข้างต้นทั้งหมดทั้งมวลส่วนมากถูกผลิตขึ้นภายใต้สัญญา ทำให้เราอาจไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดว่า จริงๆ แล้วชิ้นส่วนเหล่านี้ทำการผลิตที่ประเทศไหน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท GlobalFoundries หนึ่งในผู้ผลิตภายใต้สัญญาคนสำคัญที่ทำการผลิต microship ให้แก่บริษัทอย่าง Qualcomm ต่างก็มีสาขาอยู่ในเยอรมนี, สิงคโปร์, นิวยอร์ก และ Vermont ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้ชิ้นส่วนจะถูกผลิตออกมาจากบริษัทแห่งเดียวกัน แต่สถานที่ที่ทำการผลิตนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจทราบได้แน่ชัดเท่าไหร่

นอกจากนี้ Duane Boing วิศวกรไฟฟ้าแห่ง MIT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิต semiconductor (สารกึ่งตัวนำ) ก็ได้เปิดเผยออกมาเช่นกันว่า ราคาจะมีความแตกต่างกันจริงในแต่ละประเทศในเรื่องของการกระบวนการผลิตชิปต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานนั้นยังคงเป็นตัวแปรเล็กๆ เมื่อเทียบกับอุปกรณ์และโรงงานที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาลเป็นจำนวนหลักพันล้านสำหรับการผลิตชิป นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยด้วยว่า ชิป semiconductor จะเกิดการตกรุ่นภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากผลิตออกมา ซึ่งหมายความว่าเมื่อชิป semiconductor มีรุ่นใหม่ๆ ออกมาเป็นประจำ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างโรงงานสำหรับผลิตชิปดังกล่าวที่ไหนก็ได้ภายในโลกรวมไปถึงสหรัฐฯ อีกทั้ง เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตชิปเหล่านี้จริงๆ แล้วก็ถูกสร้างขึ้นมาในสหรัฐฯ ซะส่วนใหญ่

ราคาค่าตัวของ iPhone หากผลิตส่วนประกอบเองภายในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 800 - 849 ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี Dedrick คาดการณ์ว่ากระบวนการผลิตส่วนประกอบในสหรัฐฯ อาจมีค่าใช้จ่ายต่อไอโฟนหนึ่งเครื่องเพิ่มขึ้นอีกราว 30 - 40 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 - 1,400 บาท) โดยในเบื้องต้นอาจส่งผลดีต่อโรงงานในสหรัฐฯ ในการเกิดการแข่งขันที่น้อยลงสำหรับชิ้นส่วนเหล่านี้ และส่งผลต่อการผลิตที่มีจำนวนน้อยลงด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างกับภายในทวีปเอชียที่มีอัตราความต้องการสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าแอปเปิลตกอยู่ในสถานการณ์นี้จริงอาจทำให้ค่าตัวของ iPhone พุ่งสูงกว่าเดิมประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 บาทเลยทีเดียว หากวัตถุดิบเพื่อใช้สำหรับการผลิตส่วนประกอบต่างๆ นั้นต้องถูกซื้อมาจากตลาดโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็อาจเรียกไม่ได้เต็มปากว่าสหรัฐฯ ผลิตเองตั้งแต่ต้นจนจบซักทีเดียว

3. ผลิตไอโฟนจากธาตุที่หาได้ภายในสหรัฐฯ ทั้งหมด ไม่ต้องพึ่งประเทศอื่น

อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมายของนโยบายดังกล่าวไปซักนิดหน่อย เพราะหาก Apple ผลิตไอโฟนด้วยธาตุหรือวัตถุดิบที่มีอยู่ในสหรัฐฯ แบบแท้ๆ ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ ไม่ต้องเข้าถึงกลุ่มประเทศอื่นเพื่อนำเข้าชิ้นส่วนอันสำคัญ แค่นี้ก็หมดปัญหาแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ เรื่องนี้อาจจะเป็นไปได้ยากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะธาตุบางอย่าง เช่น อะลูมิเนียมที่ได้มาจากแร่บ็อกไซต์ (bauxite) นั้น ในสหรัฐฯ ยังไม่มีเหมืองแร่ดังกล่าวแบบรายใหญ่เลย โดยธาตุหายากเหล่านี้เราเรียกมันว่า rare earth (จริงๆ แล้วไม่ได้หายากแบบ rare ขนาดนั้น แต่ก็ยังยากต่อการขุดออกมาอยู่ดี) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะได้มาจากประเทศจีนที่มีกำลังการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนทั้งหมด 85% ของโลก อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ อาจหาแร่ธาตุชนิดดังกล่าวได้เองภายในประเทศ แต่ไอโฟนยังคงต้องการวัตถุดิบจากธาตุกว่า 75 ชนิดตามตารางข้างต้นเพื่อนำมาผลิตไอโฟนซักหนึ่งเครื่อง และธาตุส่วนใหญ่ก็ยังคงหาไม่ได้ในสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน

โดย Neodymium ใช้สำหรับทำมอเตอร์เพื่อทำให้โทรศัพท์สั่นได้ รวมไปถึงการนำไปใช้งานเพื่อทำไมโครโฟนและลำโพง ขณะที่ Lanthanum หนึ่งในธาตุ rare earth เช่นเดียวกันก็ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตเลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพ ส่วน Hafnium ธาตุประเภทโลหะชนิดหนึ่งที่อาจไม่ใช่ rare earth แต่ก็ถือว่าหายากไม่แพ้แร่อื่นๆ ก็ถูกนำมาใช้สำหรับวงจรทรานซิสเตอร์ของไอโฟน ซึ่งหาก Apple ไม่มีทางเลือกและต้องเข้าสู่สถานการณ์นี้จริง คงเป็นเรื่องที่เหนื่อยกว่าการพัฒนาไอโฟนซักเครื่องแน่ นอกจากนี้ยังเคยมีความคิดเห็นจาก David Abraham ที่เคยกล่าวเอาไว้ด้วยใจความว่า ไม่มีสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีชิ้นใดที่จะสามารถผลิตได้ภายในหนึ่งประเทศ ซึ่งข้อจำกัดในครั้งนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นักหาก Trump ต้องการให้แอปเปิลผลิตในสหรัฐฯ เพียงที่เดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ววัตถุดิบหลายชนิดยังคงต้องนำเข้าจากประเทศอื่นอยู่ดี

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าเราอาจจะยังไม่ทราบถึงอนาคตของ Apple กับ iPhone ว่าจะต้องเข้าสู่สถานการณ์ใดจากทั้งหมด 3 อย่างนี้ หรืออาจจะมีแนวทางอื่นเพื่อตอบสนองนโยบาย Donald Trump ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เรากำลังจะได้เห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ iPhone ในเร็วๆ นี้นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ iPhone 8 ซึ่งอาจจะเป็นรากฐานชิ้นสำคัญของการก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ๆ จากบริษัท Apple รายเดิมที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็เป็นได้

Advertisement Replay Ad

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : www.techmoblog.com , www.technologyreview.com

พบปัญหา Pixel บางเครื่องไม่สามารถรับข้อความได้

พบปัญหา Pixel บางเครื่องไม่สามารถรับข้อความได้

เปรียบเทียบกล้องหลังระหว่าง iPhone 8 Plus และ Samsung Galaxy Note 8 กับการใช้งานแบบชีวิดจริง

เปรียบเทียบกล้องหลังระหว่าง iPhone 8 Plus และ Samsung Galaxy Note 8 กับการใช้งานแบบชีวิดจริง

9 เรือธง RAM 6GB พร้อมกล้องคู่ (Dual-Camera) รุ่นใหม่ที่น่าสนใจมากที่สุด ณ ชั่วโมงนี้

9 เรือธง RAM 6GB พร้อมกล้องคู่ (Dual-Camera) รุ่นใหม่ที่น่าสนใจมากที่สุด ณ ชั่วโมงนี้

โตโยต้าเตรียมทดสอบรถไร้คนขับปี 2020 ชูจุดเด่น AI

โตโยต้าเตรียมทดสอบรถไร้คนขับปี 2020 ชูจุดเด่น AI

พบบั๊กใหม่บน iOS 11 เวอร์ชันล่าสุด กดเข้าไปดูรูปภาพภายในเครื่องได้แม้จะล็อคหน้าจออยู่

พบบั๊กใหม่บน iOS 11 เวอร์ชันล่าสุด กดเข้าไปดูรูปภาพภายในเครื่องได้แม้จะล็อคหน้าจออยู่

5 เหตุผลที่ Google Pixel 2 ดีกว่า iPhone 8

5 เหตุผลที่ Google Pixel 2 ดีกว่า iPhone 8

เผยผลทดสอบ Huawei Mate 10 ก็ยังแรงแซง iPhone 8 Plus ไม่ได้อยู่ดี

เผยผลทดสอบ Huawei Mate 10 ก็ยังแรงแซง iPhone 8 Plus ไม่ได้อยู่ดี

7 มือถือเพื่อเกมเมอร์ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาท พร้อมเล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด

7 มือถือเพื่อเกมเมอร์ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาท พร้อมเล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด

Google Photos ให้คุณแชร์รูป Live Photos แบบเคลื่อนไหวได้ ไปยังอุปกรณ์ทั้ง PC และ Android

Google Photos ให้คุณแชร์รูป Live Photos แบบเคลื่อนไหวได้ ไปยังอุปกรณ์ทั้ง PC และ Android

รู้จักกับ Romeo Power Saber แบเตอรี่เสริมเพื่อคนติด Notebook

รู้จักกับ Romeo Power Saber แบเตอรี่เสริมเพื่อคนติด Notebook

ส่อง! คุณสมบัติใหม่ๆ และดีไซน์ของ Huawei Mate 10 และ Mate 10 Pro

ส่อง! คุณสมบัติใหม่ๆ และดีไซน์ของ Huawei Mate 10 และ Mate 10 Pro

งามหยด!! ภาพ Concept ของ iPhone 5X สุดยอดมือถือลูกผสม

งามหยด!! ภาพ Concept ของ iPhone 5X สุดยอดมือถือลูกผสม

เช็คจุดถวายดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศ ผ่านแอพ Thailand Tourism Map

เช็คจุดถวายดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศ ผ่านแอพ Thailand Tourism Map

Logitech เปิดตัว 2 ลำโพงอัจฉริยะ มีนามว่า UE Blast และ MegaBlast

Logitech เปิดตัว 2 ลำโพงอัจฉริยะ มีนามว่า UE Blast และ MegaBlast

ซ่อมง่ายกว่าที่คิด iFixit แกะ Pixel 2 XL ได้คะแนนความง่ายในการซ่อม 6 เต็ม 10

ซ่อมง่ายกว่าที่คิด iFixit แกะ Pixel 2 XL ได้คะแนนความง่ายในการซ่อม 6 เต็ม 10

เมื่อไหร่สมาร์ทโฟนรุ่นเด่นของแต่ละค่ายจะได้ใช้ Android 8.0 Oreo

เมื่อไหร่สมาร์ทโฟนรุ่นเด่นของแต่ละค่ายจะได้ใช้ Android 8.0 Oreo

Samsung Gear S3 Golf Edition เวอร์ชั่นพิเศษ เพื่อคนชอบกีฬาตีกอล์ฟ

Samsung Gear S3 Golf Edition เวอร์ชั่นพิเศษ เพื่อคนชอบกีฬาตีกอล์ฟ

ชมภาพ iPhone X ที่มีการตกแต่งด้วย ทองและเพชร สวยอลังการ ราคาไม่ต้องพูดถึง

ชมภาพ iPhone X ที่มีการตกแต่งด้วย ทองและเพชร สวยอลังการ ราคาไม่ต้องพูดถึง

พบ “รถยนต์ไร้คนขับของ Apple” ดีไซน์ประหลาด : ติดตั้งเซ็นเซอร์ 6 ตัว บนหลังคา

พบ “รถยนต์ไร้คนขับของ Apple” ดีไซน์ประหลาด : ติดตั้งเซ็นเซอร์ 6 ตัว บนหลังคา

อธิบายเหตุผล ทำไม Google Pixel 2/XL จึงถ่ายภาพ Portrait ได้ดีมาก แม้มีกล้องเพียงตัวเดียว

อธิบายเหตุผล ทำไม Google Pixel 2/XL จึงถ่ายภาพ Portrait ได้ดีมาก แม้มีกล้องเพียงตัวเดียว

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์