Vivid Audio : B1 Floorstanding Loudspeaker

Vivid Audio : B1 Floorstanding Loudspeaker

Vivid Audio : B1 Floorstanding Loudspeaker

GM2000

สนับสนุนเนื้อหา

Vivid Audio : B1
Floorstanding Loudspeaker

 
เรื่อง : ธานี โหมดสง่า    
ภาพ : ปฐวี โอฐสร้อยสำอางค์

...................................................................................................

 


 
‘.. I am a great believer in trying to get everything right from a fundamental engineering point of view first and then making adjustments by ear if necessary..’

 
 
เมื่อ ใดที่คุณมีความเชื่อว่า เครื่องเสียงทุกชิ้นมิได้เป็นแค่เพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เกิด เสียงเท่านั้น หากแต่คืองานศิลปะที่มีหน้าที่มิเพียงสนองตอบต่อความพึงพอใจของหู หากแต่ยังต้องสนองตอบต่อความอิ่มเอมของสายตาไปพร้อมกันด้วย.. 

เมื่อนั้น คุณจะต้องรีบปรี่เข้าใส่ลำโพงคู่นี้ทันทีเมื่อสายตาของคุณพลันส่ายมาเจอมัน.!
 
• ‘ลำโพง’ หรือ ‘งานศิลป์’ ?
งาน ศิลปะบางชิ้นนั้นต้องชมพิศจึงจะเข้าถึง ในขณะที่บางชิ้นนั้นเพียงแค่ผ่านตาแว๊บเดียวก็เสียว.. เอ้ย.! ก็พุ่งทะลุถึงหัวจิตหัวใจได้ทันที.!

ลำโพงคู่นี้เป็นอย่างหลังครับ..

หน้า ตามันเท่มากในสายตาของผม โดยเฉพาะงานตัวตู้นั้นเนี๊ยบมาก สีของตัวตู้นั้นใช้เทคนิคการพ่นสีลักษณะเดียวกับที่ใช้พ่นตัวถังรถยนต์ ผิวนอกของตัวตู้ที่ทำมาจากสารคาร์บอนไฟเบอร์ผสมโพลีเมอร์ฉีดขึ้นรูปถูกพ่น เคลือบสองชั้น ด้วยสีสันที่มีให้เลือกมากถึง 5 สีอยู่ด้านล่าง ก่อนจะเคลือบด้วยวานิชคุณภาพเยี่ยมระดับเดียวกับที่ใช้เคลือบสีรถยนต์อาบทับ อยู่ด้านบน ให้ความวาวที่แวววับจับตาเป็นที่ยิ่งด้วยเหตุที่ตัวตู้ของลำโพงคู่นี้ใช้ วิธีฉีดขึ้นรูป จึงไม่แปลกใจที่สัณฐานภายนอกของตัวตู้จึงออกมาแปลกตา ต่างจากลำโพงดาษดื่นทั่วไป นั่นใช่เพื่อความสวยเท่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีเคล็ดลับเกี่ยวกับคุณภาพเสียงซ่อนอยู่ด้วย กับรูปทรงภายนอกของตัวตู้ที่โค้งมนไร้เหลี่ยมมุม หัวลีบ-ท้ายลีบคล้ายเมล็ดข้าว ทำให้ปัญหาสั่นค้าง (resonant) ของคลื่นเสียงที่เกิดสะสมอยู่ภายในตัวตู้มีน้อยลง เนื่องเพราะความโค้งมนของผนังตู้จะทำการบิดมุมองศาการสะท้อนของคลื่นเสียง ที่เกิดขึ้นภายในตัวตู้ให้อยู่ในเหลี่ยมมุมที่เกิดการหักล้างซึ่งกันและกัน ไปเอง มิสร้างสมพลังงานส่วนเกินให้ค้างเติ่งอยู่ภายในตัวตู้ ยังผลให้ไดรเวอร์ขับทุ้มสามารถขยับเขยื้อนเดินหน้า-ถอยหลังได้อย่างอิสระ เพราะไม่มีพลังงานภายในตัวตู้คอยขวางกั้น ส่งผลต่อเนื่องถึงลักษณะการผลักดันคลื่นเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาซึ่งไดนามิกของเสียงที่สวิงได้กว้างขวาง มีอิสระในการขยับตัวของไดอะ-แฟรม ทั้งขณะเผชิญสัญญาณรุนแรงก็สามารถถ่ายทอดออกมาด้วยพลังที่เต็มเหนี่ยว และขณะเผชิญสัญญาณแผ่วเบาก็ยัังคงปลดปล่อยออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

นั่นคือสวยแบบมีเหตุผล..!

เสริม รับกับไดรเวอร์สามตัวที่ติดตั้งอยู่บนแผงหน้าตู้ (กับวูฟเฟอร์อีกหนึ่งตัวบนแผงหลัง) ซึ่งไดอะแฟรมทำมาจากอะลูมิเนียมโชว์เนื้อธรรมชาติสีบลอนซ์เงิน ช่วยทำให้ look ของลำโพงคู่นี้ออกไปทางล้ำสมัย เหมาะกับดีไซน์ยุคสมัยใหม่มากทีเดียว
 
 
 
 
• Vivid Audio : B1
ทุกส่วนล้วนสะท้อนเหตุผล 

จริงๆ แล้ว ลำโพง Vivid Audio ยี่ห้อนี้มีพี่-น้องร่วมท้องอยู่ด้วยกันหลายรุ่น ซึ่งเขาแบ่งออกเป็นตระกูลใหญ่ๆ ทั้งหมด 4 ซีรีส์ด้วยกัน ได้แก่ V1, C1, B1 และ K1 โดยที่ V1, B1 และ K1 นั้นเป็นลำโพงที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ทั้งกับระบบเสียงสเตอริโอและ มัลติแชนแนล ออดิโอ ซึ่งซีรีส์ V1 จะเป็น
ซีรีส์ที่มีขนาดตัวตู้เล็กที่ สุดในกลุ่ม ในซีรีส์นี้มีรุ่นย่อยๆ  รวมกันอยู่ทั้งหมด 4 รุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีความแตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ส่วนซีรีส์ B1 กับ K1 นั้นเป็นลำโพงวางพื้นและในแต่ละซีรีส์ของสองตระกูลหลังนี้จะมีลำโพงอยู่แค่ เพียงตระกูลละรุ่นเดียว

ส่วน C1 นั้นเป็นลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับการใช้งานในระบบเสียงมัลติแชลแนล ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกลำโพงซีรีส์อื่นๆ มาทำเป็นคู่หน้ากับคู่หลังจัดชุดร่วมกับ C1 ได้หลากหลายรูปแบบ

คน ออกแบบลำโพง Vivid Audio คือดีไซเนอร์คนเดียวกันกับคนออกแบบลำโพง Nautilus หรือนิคเนมว่า ‘ลำโพงหอยทาก’ ของ B&W ในอดีตนั่นเอง ชื่อของเขาคือ Laurence Dickie เมื่อผละจาก B&W แล้วเขาก็ออกมาตั้งบริษัทใหม่ร่วมกับนายทุนชาวแอฟริกาใต้สองคน เพื่อผลิตลำโพงยี่ห้อ Vivid Audio ที่ว่านี้ และด้วยแนวคิดเริ่มต้นที่จะผลิตลำโพงที่ไม่แค่มุ่งเน้นความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นที่สุดของเสียงโดยไม่รอมชอมด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคนิคหรือต้นทุน นั่นทำให้เขาต้องออกแบบไดรเวอร์เองทั้งหมด รวมถึงตัวตู้และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (วงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก) ด้วย

ได รเวอร์ที่ลอเร้นซ์ออกแบบมาใช้กับลำโพงยี่ห้อนี้จนถึงขณะนี้มีอยู่ด้วยกัน ทั้งหมด 3 ตัว มีชื่อรุ่นว่า D26 (ทวีตเตอร์), รุ่น D50 (มิดเรนจ์) และรุ่น C125 (วูฟเฟอร์) ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ในลำโพงแต่ละรุ่นตามความเหมาะสมของตัวตู้รุ่นนั้นๆ และจุดประสงค์ที่ไดรเวอร์ทั้ง 3 ตัวถูกออกแบบด้วยวัสดุประเภทเดียวกัน ก็เพื่อผลทางบุคลิกเสียง (characteristic) ที่ต้องการให้ออกไปในทิศทางเดียวกันตลอดทั้งย่านเสียงที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอด ออกมา

B1 เป็นรุ่นที่ผมจงใจนำมาทดสอบในลักษณะของการฟังเพลงด้วยระบบเสียงสเตอริโอ 2 แชลแนลโดยเฉพาะ มันเป็นลำโพง 3 ทางครึ่งที่มีพิสัยในการกระจายเสียงครอบคลุมย่านความถี่ตั้งแต่ 39Hz ถึง 41,000Hz (+/- 2dB) โดยใช้ไดรเวอร์ขับเสียงจำนวนทั้งหมด 4 ตัวต่อข้าง เป็นแหล่งสร้างความถี่เสียงร่วมกับวงจรตัดแบ่งความถี่ที่กำหนดจุดตัดไว้ 3 จุดที่ตำแหน่ง 100, 900 และ 4000 เฮิรตซ์..

จุดตัด 3 จุด + ไดรเวอร์ 4 ตัว.. แล้วทำไมถึงเรียกว่าเป็นลำโพง 3 ทางครึ่ง..? ทำไมไม่เป็น 4 ทาง.??

จริง อยู่ โดยทางเทคนิคแล้ว หากดูจากจำนวนไดรเวอร์ที่ใช้และพิจารณาจากวงจรตัดแบ่งความถี่ก็ควรจะถือว่า เป็นการแบ่งความถี่แบบ 4 ทางได้ แต่เนื่องจากวูฟเฟอร์รุ่น C125 จำนวน 2 ตัว ที่แยกติดตั้งอยู่บนแผงด้านหน้ากับแผงด้านหลังนั้นไม่ได้ทำงานแยกอิสระต่อ กันอย่างเด็ดขาด หากแต่มันได้ถูกติดตั้งในลักษณะที่ต่อพ่วงกันด้วยโครงสร้างภายในตัวตู้ และวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวนั้นก็ได้รับสัญญาณจากวงจรตัดแบ่งความถี่ที่เหมือนกัน คือตั้งแต่ 900 เฮิรตซ์ลงไปถึง 100 เฮิรตซ์ โดยที่วูฟเฟอร์ตัวหน้าจะทำหน้าที่ถ่ายทอดความถี่เสียงด้วยเฟสที่ตรงกับ สัญญาณอินพุตที่ได้รับมาจากวงจรตัดแบ่งความถี่ ในขณะที่ไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ตัวหลังจะถูกดึงให้ขยับตามลักษณะการขยับเข้า -ออกของไดอะเฟรมของวูฟเฟอร์ตัวหน้า (สร้างสัญญาณกลับเฟส) ในขณะที่ความถี่ที่ต่ำกว่า 100 เฮิรตซ์ลงไปนั้นจะถูกปล่อยออกมาทางท่อระบายอากาศ

สรุป ก็คือว่า วูฟเฟอร์ทั้งสองตัวทำงานที่ความถี่เดียวกัน เพียงแต่ว่าวูฟเฟอร์ตัวหลังถูกควบคุมพฤติกรรมในการถ่ายทอดความถี่เสียงให้ ต่างจากวูฟเฟอร์ตัวหน้านิดนึง ทั้งนี้โดยอาศัยเทคนิคการลดระดับความดัง แต่ไม่ใช่การรับสัญญาณจากวงจรแบ่งความถี่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงถือว่าวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวเป็นทางเดียวกัน นับรวมทั้งหมดจึงไม่ถือว่าเป็นลำโพง 4 ทางอย่างที่ว่า

ท่อ ระบายอากาศของ B1 ดีไซน์ไว้ค่อนข้างแปลก คือเป็นท่อที่มีปากเปิดเป็นทรงกลมรีๆ เหมือนใข่ไก่ซึ่งยิงลมออกทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังของตัวตู้ในตำแหน่งที่ ตรงกัน ซึ่งผู้ออกแบบให้รายละเอียดไว้ว่า มันทำให้อากาศที่ระบายออกมาจากตัวตู้มีการไหลเวียนที่เป็นระเบียบ ไม่พลุ่งพล่าน ไม่ทำให้เกิดเสียงของมวลอากาศที่เสียดแทรกกับท่อระบายลมดังรบกวนออกมา และการไหลเวียนของอากาศที่เป็นระเบียบและนิ่งโดยไม่ติดขัด ยังช่วยให้ตัววูฟเฟอร์มีความอิสระในการทำงานมากขึ้นด้วย ผลก็คือการตอบสนองของเสียงที่ราบรื่น ต่อเชื่อมหางเสียงทุ้มกับส่วนปลายของความถี่ต่ำที่สร้างขึ้นจากตัววูฟเฟอร์ ทั้งสองได้อย่างกลมกลืน ไร้ความเพี้ยนหรือรอยต่อให้รู้สึกสะดุดหู

ส่วน ตัวมิดเรนจ์ทรงโดมอะลูมิเนียมรูปไข่ไก่ผ่าครึ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้วที่ติดตั้งอยู่บนแผงหน้านั้นจะเป็นตัวสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 900 เฮิรตซ์ ขึ้นไปจนถึงระดับประมาณ 4,000 เฮิรตซ์ (ความถี่เนทีฟของตัวไดรเวอร์เองอยู่ที่ 880-4,000 เฮิรตซ์) ในขณะที่ตัวทวีตเตอร์ทรงโดมอะลูมิเนียมขนาด 1 นิ้วนั้นถูกออกแบบไว้ให้สามารถรองรับกับการสร้างคลื่นความถี่ที่มีแบนด์วิธ กว้างมาก และมีความทนทานต่อระดับความดังของเสียงได้สูงมาก คือไดอะแฟรมของมันจะเริ่มมีอาการบิดรูปก็ต่อเมื่อถูกขับด้วยความถี่ที่สูงก ว่า 44,000 เฮิรตซ์ขึ้นไปห้าออคเตฟ (ด้วยระดับความดังที่ลดลงด้วยอัตรา 2 ดีบี/ออคเตฟ) นั่นก็หมายความว่า กว่าที่ไดอะแฟรมของทวีตเตอร์จะเริ่มมีอาการบิดตัวก็เลยระดับความถี่ที่หู มนุษย์จะได้ยินไปไกลมากโขแล้ว

B1 เป็นลำโพงตั้งพื้น.. แต่มองดูแล้วรู้สึกเหมือนลำโพงวางหิ้งที่ทำขามาติดกับตัวตู้ซะมากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีสำหรับลำโพงคู่นี้ เนื่องเพราะส่วนที่เป็น ‘ขา’ ของลำโพงคู่นี้ได้ถูกออกแบบให้ต่อเชื่อมกับตัวตู้เป็นชิ้นเดียวกัน ปราศจากจุดสัมผัสระหว่างตัวตู้กับส่วนของขาตั้งเหมือนลำโพงวางหิ้งทั่วไป ซึ่งคนที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงมานานจะทราบดีว่า ขาตั้งของลำโพงวางหิ้งนั้นมีอิทธิพลต่อคุณภาพเสียงของลำโพงวางหิ้งคู่นั้น มากแค่ไหน แม้ว่าจะออกแบบลำโพงมาอย่างดี แต่หากผู้ใช้เลือกขาตั้งมาจับคู่ไม่เหมาะสม เสียงของลำโพงคู่นั้นก็อาจจะออกมาแย่ลงไปมากอย่างที่คุณเองก็อาจจะคาดไม่ถึง ฉะนั้น การที่ B1 มีขาตั้งติดตัวมาแต่กำเนิดเยี่ยงนี้จึงนับว่าเป็นจุดแข็งในแง่ของคุณภาพ เสียง และยังดูดีอีกด้วยเพราะขาตั้งมันใช้วัสดุประเภทเดียวกันกับตัวตู้ อีกทั้งรูปลักษณ์ การลงสี และเคลือบอาบผิวนอกก็เฉกเดียวกันด้วย จึงดูกลมกลืนเป็นงานชิ้นเดียวกันอย่างไม่เคอะเขิน

ตัว ตู้กับส่วนของขาตั้งถูกหล่อขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวกัน ด้วยวัสดุประเภทเดียวกัน ผ่านการเคลือบสีและผิวนอกด้วยวัสดุและกรรมวิธีเดียวกัน มีผลให้บุคลิกเสียงของตัวตู้ออกไปในทิศทางที่ผู้ออกแบบตั้งใจให้เป็นโดยไม่ มี

‘คัลเลอร์’ หรือสีสันของบุคลิกเสียงของขาตั้งมายุ่งเกี่ยว
 

• แมตชิ่ง+ติดตั้ง+เซ็ตอัพ
ความ ไวของ B1 อยู่ที่ 89dB/w/m ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงที่มีพฤติกรรมที่ค่อนข้างไวกับแอมป์พอสมควร และเมื่ออ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ปกติ (เฉลี่ย) ที่ 4 โอห์ม บวกกับความสามารถในการรองรับความดังของสัญญาณดนตรีที่สูงถึง 300 วัตต์แบบต่อเนื่อง (rms) ทำให้ประเมินได้ว่า ลำโพง B1 คู่นี้สามารถเล่นได้ดังมากทีเดียวถ้าจะใช้สูตรของผมในการเลือกแอมป์มาขับ ลำโพงคู่นี้ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดเท่าที่ลำโพงคู่ นี้จะให้ได้ ก็ขอให้เลือกแอมป์ที่มีกำลังขับประมาณ 225 วัตต์ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นแอมป์ที่มีสเปคฯ ไม่โหดมากนัก คือไม่จำเป็นต้องถึง 225 วัตต์ที่ 8 โอห์ม แค่ประมาณ 150 วัตต์ที่ 8 โอห์มแต่เบิ้ลได้สองเท่าคือ 300 วัตต์ที่ 4 โอห์มก็ใช้ได้แล้ว

ขั้วต่อสายลำโพงของ B1 ถูกติดตั้งไว้บริเวณด้านหลังของขาตั้งส่วนที่ติดกับพื้น แยกมาให้ 2 ชุดสำหรับการต่อเชื่อมแบบไบไวร์ โดยใช้ขั้วต่อแบบไบดิ้งโพสต์ที่มีวิธีการจับยึดสายลำโพงได้หลากหลายลักษณะ แต่ที่สะดวกและง่ายที่สุดก็คือใช้ขั้วต่อแบบบานาน่าปลั๊ก และด้วยการจัดวางขั้วต่อสายลำโพงไว้ห่างจากแผงวงจรตัดความถี่ซึ่งถูกซ่อน อยู่ในตัวตู้ด้านบนของส่วนฐาน เขาจึงใช้สายสัญญาณอย่างดียี่ห้อ Van Den Hul ต่อเชื่อมระหว่างขั้วต่อสายลำโพงด้านล่างกับอินพุตของแผงวงจรตัดแบ่งความถี่ ด้านบน ไม่ได้ใช้สายธรรมดาราคาถูก
 

ขั้ว ต่อสายลำโพงทางด้านซ้ายนั้นสำหรับวูฟเฟอร์ ส่วนขั้วต่อทางด้านขวานั้นสำหรับมิดเรนจ์และทวีตเตอร์ หากคุณใช้สายลำโพงแบบซิงเกิล-ไวร์ แนะนำให้ใช้สายต่อ (short link) ที่แถมมาในกล่องทำการเชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อทั้งสอง แต่ถ้าคุณจะแยกต่อเชื่อมแบบไบไวร์ ผมอยากจะแนะนำให้พิถีพิถันกับการเลือกใช้สายลำโพงสักหน่อยนะครับ ควรจะใช้สายลำโพงที่มีบุคลิกใกล้เคียงกันที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะให้ดีที่สุดควรจะเป็นรุ่นและยี่ห้อเดียวกันไปเลย จะได้ไม่มีปัญหา ‘สีสัน’ ของเสียงในย่านกลาง-แหลมกับย่านทุ้มที่ไม่กลมกลืนกัน

ใต้ ฐานของขาตั้งมีเดือยแหลมแบบหมุนปรับระดับสูง-ต่ำได้มาให้ข้างละ 5 ตัว เป็นเดือยโลหะแหลมที่กลึงส่วนปลายให้แหลมเล็กและค่อยๆ ผายขยายกว้างขึ้นมาทางด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ขันยึดเข้ากับขาตั้งด้วยเกลียวโลหะ เดือยแหลมแต่ละตัวยาวเกือบสองนิ้ว สามารถเจาะทะลุความหนาของพรมลงไปถึงพื้นห้องได้อย่างสบาย และเนื่องจากมีเกลียวขันทั้ง 5 ตัว จึงสามารถปรับระดับของลำโพงทั้งสองข้างให้ยืนอยู่ในลักษณะที่สมมาตรกันทั้ง ซ้ายและขวาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการปรับตั้งตรงจุดนี้นับว่ามีผลต่อเสียงมากสำหรับลำโพงที่มีรายละเอียด เสียงสูงๆ เยี่ยงนี้

ใน สมุดคู่มือของ B1 แนะนำให้วางลำโพงซ้าย-ขวาโดยจับลำโพงหันหน้าเอียงทำมุม 60 องศา ในลักษณะที่ไดรเวอร์ทั้งสามตัวยิงตรงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟัง แต่นั่นก็ไม่ใช่ลักษณะการเซ็ตอัพตายตัวนะครับ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ลักษณะอะคูสติกห้องฟังของคุณกับลักษณะการฟังด้วย ถ้าห้องใหญ่เกิน 4x6 ตารางเมตร บวกกับผนังด้านข้างซ้าย-ขวาไม่ได้สะท้อนมากนัก และคุณชอบที่จะเปิดฟังด้วยระดับความดังสูงๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอียงหน้าลำโพงเข้าหาจุดนั่งฟังมาก เนื่องจากทั้งตัวทวีตเตอร์และตัวมิดเรนจ์สามารถกระจายเสียงด้วยองศาที่กว้าง พอ อีกทั้งลักษณะตัวตู้ของ B1 ก็ถูกลบเหลี่ยมกำจัดขอบมุมจนหมดแทบจะไม่มีปัญหาคลื่นหักเหหรือสะท้อนกลับ มารบกวนคลื่นเสียงหลักเลย ฉะนั้น เป้าหมายของการเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้จึงอยู่ที่ลักษณะเสียงที่เปิดโล่งอย่างที่ สุด ตั้งแต่แหลมสุดลงมายันทุ้มสุด และควรจะเซ็ตอัพให้ได้รูปวงซาวนด์สเตจที่เปิดกว้างที่สุด เสียงดนตรีแต่ละชิ้นก็ควรจะหลุดลอยออกไปอยู่นอกตู้ชัดๆ โดยที่โทนเสียงที่ได้ก็ควรจะออกมาสมดุลระหว่างทุ้ม-กลาง-แหลมให้มากที่สุด (เนื่องจากว่ามันเ็ป็นลำโพง 3 ทางครึ่ง)

ผม ทำการทดสอบ B1 ในห้องทดสอบของ GM2000 ซึ่งเป็นห้องฟังที่ได้รับการปรับแต่งด้วยอุปกรณ์อะคูสติกแบบ build-in เต็มทั้งห้อง โดยพื้นที่ทางด้านหน้าของจุดนั่งฟัง (บริเวณตั้งลำโพง) จะมีลักษณะซับเสียงมากกว่าบริเวณด้านหลังห้อง (บริเวณตำแหน่งนั่งฟัง) สภาพอะคูสติกโดยรวมของห้องนี้มีสัดส่วนซับ : สะท้อนอยู่ที่ระดับประมาณ 60:40 ด้วยขนาดห้องประมาณ 4x6 ตารางเมตร หลังเซ็ตอัพเสร็จแล้ว ผมได้ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างอยู่ที่ 210 ซ.ม. เป็นระยะที่ผมรู้สึกพอใจในหลายๆ แง่ (ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกของ Marsch Sound Design MSD-A450M/โท-อินลำโพงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟังประมาณ 15 องศา) 
 
• เสียง
ทราบ จากผู้นำเข้าว่า ลำโพงคู่นี้ผ่านการเปิดเบิร์นฯ มาแล้วบ้างแต่ไม่มากชั่วโมงนัก ครั้งแรกที่ผมลองฟังเข้าใจว่ายังไม่ผ่านการเบิร์นฯ เพราะเสียงยังไม่เปิดกระจ่างสุดๆ และเนื้อเสียงยังมีลักษณะทึบๆ หนาๆ เกินไป แต่สิ่งที่ฟังดูแปลกหูกว่าลำโพงที่ยังไม่ผ่านการเบิร์นฯ ทั่วไปก็คือว่า มันสามารถสาดเสียงดนตรีให้หลุดกระจายออกไปนอกตู้ได้อย่างน่าทึ่ง

ซึ่ง เป็นสิ่งที่ผมได้ยินตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเซ็ตอัพมันในห้องทดสอบ และมันจะยิ่งดีขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาในการเบิร์นฯ ผ่านไป และผ่านไป.!

ใน แง่ของนักออกแบบลำโพงแล้ว ดีไซ เนอร์ ลอเร้นซ์ ดิกกี้ สื่อสารอยู่ตลอดว่าเขาพยายามที่จะลดเรโซแนนซ์ของตัวตู้ลงไปให้เหลือน้อยที่ สุด ซึ่งเขาเชื่อว่านั่้นคือหนทางที่จะทำให้ได้้ผลรวมของเสียงที่ดีที่สุดจากลำ โำพงคู่นั้น เพราะเขาเชื่ออีกว่า เรโซแนนซ์ที่เกิดจากตัวตู้ คือศัตรูตัวร้ายของคุณภาพเสียงที่จะได้จากลำโพงคู่นั้นๆ

สำหรับ ผม ซึ่งทำอาชีพวิจารณ์เครื่องเสียงมานานนับสิบปี ได้ฟังวิจารณ์ลำโพงมาแล้วมากมาย ในทางทฤษฎีนั้น ผมเชื่ออย่างเดียวกับลอเร้นซ์ ดิกกี้ แต่สำหรับคนออกแบบเขาจะทำอย่างไรกับลำโพงที่เขาออกแบบนั้น โดยเบื้องลึก ผมไม่อาจทราบ.. แต่จากประสบการณ์ ผมบอกได้เพียงว่า หากคนออกแบบทำทุกอย่างถูกต้อง สิ่งแรกที่ลำโพงของเขาควรจะให้ออกมาก็คือ เสียงที่เป็นอิสระหลุดพ้นจากปริมณฑลของตัวตู้ออกไปรอบด้านตั้งแต่วินาทีแรก ของการฟัง หลังจากนั้น รายละเอียดทางคุณสมบัติในส่วนอื่นๆ ของเสียง อาทิเช่น ไดนามิกและฮาร์มอนิก จึงค่อยๆ ปรับปรุงคุณภาพขึ้นมาทีละน้อยเมื่อทำการเบิร์นฯ ผ่านไปเรื่อยๆ ในขณะัที่ลำโพงประเภทที่ให้เสียงดนตรีเ้กาะหนึบติดแน่นวิ่งวนอยู่รอบๆ ตัวตู้ตั้งแต่นาทีแรกของการฟังนั้นมักจะให้คุณภาพเสียงไปไม่ถึงไหน แม้จะผ่านการเผาหัวไปนานนับร้อยชั่วโมงก็ตามที 

ผม จึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ยิน B1 แสดงสมรรถนะด้านนี้ออกมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ฟังมัน และจากการทดลองฟังมาเรื่อยๆ ผมพบว่า B1 ใช้เวลาเบิร์นฯ ประมาณ 50-60 ชั่วโมง (นับเฉพาะช่วงอยู่กับผม) คุณภาพเสียงจึงนิ่งและพร้อมให้วัดผลมันได้

จุด เด่นในแง่คุณภาพเสียงของ B1 จุดแรกก็เป็นไปอย่างที่ผมเกริ่นไว้้ตั้งแต่แรก นั่นคือ ‘ซาวนด์สเตจ’ หรือเวทีเสียงที่ดีเยี่ยม มันสามารถ ‘ฉาย’ ภาพของลักษณะการจัดวางชิ้นดนตรีทั้งหมดที่อยู่ในเพลงแต่ละเพลงออกมาให้เห็น ชัดถึง ‘ตำแหน่ง’ ของชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นได้แม่นยำมาก เมื่อเซ็ตอัพลงตัวแล้ว คุณจะเห็นได้ชัดว่า เวทีเสียงของอัลบั้มแต่ละอัลบั้ม หรือจะให้ถูกจริงๆ ต้องพูดว่า เพลงแต่ละเพลงที่ฟังผ่านลำโพงคู่นี้ ถูกมันแจงออกมาให้เห็นกันจะจะเลยว่า แต่ละเพลงนั้นมีลักษณะของเวทีเสียงที่ไม่เหมือนกันเลย B1 สะท้อนให้เราเห็นว่า mixdown engineer ตั้งใจที่จะสร้างเวทีเสียงของแต่ละเพลงออกมาอย่างไร โดยเฉพาะในอัลบั้มที่บันทึกเสียงแบบ multi-track แล้วนำมามิกซ์ผ่านมิกเซอร์-คอนโซลบางชุดที่ผ่านการทำงานอย่างละเอียดพิถี พิถันอย่าง เช่นอัลบั้มชุด The Wall ของ PinkFloyd นั้น เมื่อฟังผ่่าน B1 คุณแทบจะมองเห็นลักษณะการมิกซ์เสียงของอัลบั้มชุดนี้ที่เรียงร้อยรายละเอียด ดนตรีแต่ละส่วนเข้าด้วยกันได้อย่างสุดแสนจะละเมียด  ให้ภาพลักษณ์ของเสียงที่เกี่ยวร้อยต่อเนื่องกันไปเป็นเรื่องเป็นราว ได้อารมณ์ในการรับฟังเหมือนดูหนังมินิซีรีส์ที่น่าตื่นเต้นตั้งแต่ต้นจนจบ
 
 ลักษณะการเซ็ตอัพลำโพง Vivid Audio ที่ผู้ผลิตเขียนแนะนำไว้ในสมุดคู่มือ ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นหลักตายตัวได้ เพราะเขาไม่ได้ระบุระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างเอาไว้ให้ จากการทดลองพบว่า หลักการนี้จะได้ผลน่าพอใจก็ต่อเมื่อลำโพงทั้งสองข้างมีระยะห่างจากกัน มากกว่า 2 เมตรขึ้นไป

 

 

ขั้วต่อสายลำโพงชุดขวามือต่อเชื่อมตัวทวีตเตอร์กับมิดเรนจ์เอาไว้รวมกัน ส่วนทางซ้ายนั้นสำหรับวูฟเฟอร์

ช่วง ต้นแผ่นที่หนึ่งของอัลบั้มชุดนี้ ตั้งแต่แทร็คแรก (In the Flesh?) ไปจนถึงแทร็คที่หก (Mother) เมื่อฟังผ่าน B1 คู่นี้ คุณจะได้ยินการ fade-in & fade-out ของเสียงแต่ละเสียงที่มีทิศทางและตำแหน่งที่ชัดเจน ไหลผ่านเข้า-ออกมาในช่วงต้น-กลาง และท้ายเพลงของช่วงที่ว่านี้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเด็กกรีดร้อง เสียงใบพัดคอปเตอร์ เสียงคนถอนหายใจ เสียงครางต่ำๆ ของซินธิไซเซอร์ โดยเฉพาะช่วงปลายแทร็คที่ 3 ต่อต้นแทร็คที่ 4 นั้นแม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีระดับเสียงที่แผ่วเบากว่าช่วงอื่นๆ ซึ่งลำโพงที่ไม่สามารถตอบสนองสัญญาณเสียงในระดับ low level ได้ดีมากๆ มักจะไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของสนามเสียงของเพลงในช่วงนี้ออกมาได้อย่าง ชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งโดยมากแล้วต้นเหตุของปัญหาที่ลำโพงเหล่านั้นประสบอยู่ก็คือ ไม่สามารถกำจัด ‘เรโซแนนซ์’ ของตัวตู้ออกไปได้หมด ซึ่งสิ่งที่ผมได้ยินจาก B1 คือข้อพิสูจน์ที่ชี้ชัดว่าลอเร้นซ์ ดิกกี้สามารถทำได้อย่างที่เขาคิดไว้

โดย ปกตินั้น แผ่นเพลงคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไปที่ใช้วิธีบันทึกเสียงแบบแยกช่องแล้วมิกซ์รวม ทีหลังที่เรียกว่า multi-track มักจะให้พื้นเสียงที่ไม่ใสกระจ่างเท่ากับแผ่นเพลงของสังกัดออดิโอไฟล์ที่ใช้ การบันทึกแบบที่นักดนตรีเล่น+บันทึกพร้อมกันด้วยไมโครโฟนแค่หนึ่งหรือสองตัว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนมิกซ์เสียง แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว จะหาลำโพงที่สามารถฟังความโปร่งใสที่แตกต่างกันระหว่างแผ่นเพลงสองประเภทนี้ ออกมาให้เห็นชัดๆ ได้ยาก..

แต่ B1 สามารถแสดงให้เห็นได้ครับ! เมื่อจบแผ่นซีดีชุด The Wall ไปแล้ว ผมหยิบอัลบั้มเพลงคลาสสิกชุด Pictures at an Exhibition, A night on bald mountain & other Russian showpieces งานของคีตกวีรัสเซีย Modest Mussorgsky ซีดีของสังกัด RCA Living Stereo (RCA Living Stereo/BMG 09026-61958-2) ที่ BMG นำมาสเตอร์เทปมารีมาสเตอร์ใหม่ไปเมื่อปี 1994 ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อ Apogee รุ่น UV22 Super CD Encoding มาฟังต่อทันที จึงได้ยินสิ่งที่กำลังจะเล่าให้ฟัง

คือ มันเริ่มตั้งแต่ตอนขึ้นต้นแทร็คแรกของงานชุด Pictures at an Exhibition ที่ชื่อว่า ‘Promenade’ ด้วยเสียงทรัมเป็ตโซโล่เดี่ยวๆ ซึ่ง B1 สามารถกำหนดจุดกำเนิดของเสียงทรัมเป็ตที่ว่าเอาไว้บนพื้นที่ด้านหลังเยื้อง ไปทางด้านขวาของเวทีเสียงอย่างแม่นยำและชัดเจนมาก ทันทีที่เสียงโน้ตตัวแรกผุดขึ้นมาในอากาศ มันปรากฏขึ้นทันทีที่ตรงนั้น เหมือนใครจุดไฟซิปโป้สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดที่ดำสนิท ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรมาขวางกั้น ระหว่างเสียงทรัมเป็ตตัวนั้นกับตัวผมที่กำลังนั่งฟังอยู่เบื้องหน้าลำโพง B1 คู่นี้ นอกจากมวลอากาศภายในห้องขณะนั้น เสมือนกับว่าผมกำลังถอยย้อนอดีตลงไปนั่งอยู่ในออร์เคสตร้า ฮอลล์ที่ชิคาโก้ในปี 1958 โน่นเลย

B1 ชี้ขาดว่า แผ่นซีดีอัลบั้ม Pictures at an Exhibition ของอาร์ซีเอ ให้ความใสของพื้นเสียงมากกว่าแผ่นซีดีชุด The Wall ของ PinkFloyd (สังกัด Columbia/Sony C2K68519) อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าแผ่น The Wall จะสามารถแสดงตำแหน่งของเสียงที่มีพิกัดลึกลงไปด้านหลังของระนาบลำโพง B1 ได้อย่างเด่นชัดมากแล้ว แต่มวลอากาศที่ขวางกั้นระหว่างตัวผมกับเสียงดนตรีเหล่านั้นยังปรากฏว่ามี ความขุ่นปะปนอยู่ ไม่ได้ใสกระจ่างเป็นตาตั๊กแตนเท่ากับที่แผ่น Pictures at an Exhibition ให้ออกมา ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้น ขอให้คุณนึกถึงการเอาแผ่นพลาสติกใสจำนวนหลายๆ แผ่นมาวางซ้อนขวางกั้นระหว่างตัวเรากับดนตรีที่กำลังฟัง ซึ่งแผ่นพลาสติกใสเหล่านั้นก็ไม่ได้ทึบแสงมากขนาดที่จะทำให้คุณมองไม่เห็น ภาพของดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ด้านหลังของแผ่นพลาสติกใสเหล่านั้น แต่ส่วนของอากาศหรือช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นภายในวงดนตรีนั้นที่ ควรจะโปร่งใสว่างเปล่ากลับถูกแทนที่ด้วยเนื้อของแผ่นพลาสติกใส

ผล ทางความรู้สึกที่เกิดขึ้นในการฟังก็คือ ทำให้ลักษณะการบรรเลงของดนตรีขาดความสดเสมือนจริง ยังผลให้อารมณ์ร่วมในดนตรีที่กำลังฟังเกิดขึ้นน้อยลง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฟังแผ่น Pictures at an Exhibition แล้วรู้สึกว่าได้อารมณ์เหมือนกำลังฟังการบรรเลงจริงมากกว่า The Wall เหตุผลก็เพราะว่า อัลบั้มชุด Pictures at an Exhibition นั้นใช้กรรมวิธีการบันทึกเสียงแบบ live recording คือบันทึกเสียงในขณะที่นักดนตรีทุกชีวิตกำลังบรรเลงกันสดๆ พร้อมกันในออร์เคสตร้า ฮอลล์ที่เมืองชิคาโก้ โดยใช้ไมโครโฟนเก็บเสียงเพียงแค่ 3 ตัว ไม่มีขั้นตอนมิกซ์ จึงทำให้ได้ความใสของเสียงมากเป็นพิเศษ

และ นี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นประการสำคัญของลำโพง Vivid Audio B1 ในแง่ของความสามารถในการตอบสนองสัญญาณที่ระดับ low level ที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากจากลำโพงทั่วไป โดยเฉพาะยี่ห้อที่ไม่ได้ออกแบบไดรเวอร์เอง

ตัว ตู้ที่มีความสงัดและนิ่งเฉยต่อแรงกระตุ้นทุกชนิดที่เกิดขึ้นภายในตัวตู้ นอกจากจะทำให้ความใสของเสียงออกมาเยี่ยมแล้ว มันยังช่วยให้ไดอะแฟรมของไดรเวอร์ (แบบกรวยไดนามิก) ที่ผนึกอยู่บนตัวตู้ใบนั้นสามารถขยับตัวเด้งเข้าเด้งออกได้อย่างอิสระแม่นยำ ไปตามแรงกระตุ้นของสัญญาณเพลงตลอดเวลา นั่นเป็นผลทางเทคนิค ส่วนผลทางด้านการรับฟังก็คือประสิทธิภาพทางด้านไดนามิกเรนจ์ของเสียงนั่นเอง

ความ สดสมจริงของเสียงที่ B1 ให้ออกมานั้น เป็นผลลัพธ์ที่แสดงผ่านคุณสมบัติทางด้านไดนามิกเรนจ์ของเสียงที่กว้างขวาง และความสามารถในการถ่ายทอดไดนามิก-ทรานเชี๊ยนต์ของเสียงที่รุนแรงและฉับไว และที่สำคัญมากกว่านั้นสำหรับ B1 ก็คือ สามารถรักษาคุณลักษณะทางไดนามิกที่โดดเด่นทั้งสองประการนั้นไว้ได้อย่างมั่น คงแม้ในขณะที่เปิดฟังด้วยระดับเสียงที่ดังมาก นั่นทำให้มันสามารถคลี่กระจายสนามเสียงให้แผ่ขยายออกไปจนเต็มพื้นที่อากาศ ภายในห้องฟังขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ

ทำ เสียงให้ดังเต็มห้อง.? ก็แค่เร่งเสียงของแอมป์ให้ดังขึ้น.. ทำไมลำโพงคู่อื่นจะให้ไม่ได้.?ถ้าลำโพงคู่นั้นออกแบบไดรเวอร์และตัวตู้ไม่ดี พอ ไม่แกร่งและนิ่งพอที่จะสามารถสยบพลังงานที่เกิดขึ้นบนแผ่นไดอะแฟรมและภายใน ตัวตู้ลงได้หมด เมื่อคุณเปิดวอลุ่มดังๆ พลังงานส่วนเกินที่เกิดขึ้นบนแผ่นไดอะแฟรมและภายในตัวตู้ก็จะช่วยกันสร้างสม ความผิดเพี้ยนออกมาขัดขวางและรบกวนการทำงานของไดอะแฟรมของไดรเวอร์ ทำให้เสียงแย่ลง  ลำโพงทั่วไปที่ออกแบบไม่ดีพออาจจะให้เสียงที่ดีเวลาฟังเบาๆ แต่เมื่อเร่งความดังขึ้นไปมากๆ เสียงจะแย่ลงอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องการฟังเพลงที่ระดับความดังสูงๆ เพื่อให้ได้ไดนามิกเรนจ์ของเสียงที่สมจริง ได้อารมณ์ (โดยเฉพาะัเพลงประเภทร็อค, แดนซ์ และคลาสสิกวงใหญ่) ซึ่งผมพบจากการทดลองฟังว่า B1 สามารถรักษาระดับคุณภาพของเสียงให้คงที่ไปได้ตลอด ในขณะที่ผมทดลองเร่งวอลุ่มของแอมป์ขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้ระดับความดังที่แผ่เต็มห้องฟังขนาดเกือบ 30 ตารางเมตร (ใช้เพาเวอร์แอมป์ Marsh Sound Design รุ่น MSD-A450M ที่มีกำลังข้างละ 450 วัตต์ที่โหลด 8 โอห์ม/800 วัตต์ที่โหลด 4 โอห์ม)

เสียง ทุ้มของ B1 มีพลังและสะอาดมาก เมื่อขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังถึงๆ มันจะให้โฟกัสที่แม่นยำ เปิดเผยรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่อิมแพ็คของหัวเสียงที่ฉับไวและคมชัดลงไปจนถึงลักษณะการแผ่กระจายของ มวลเสียงทุ้มที่ไหลหลากเหมือนสายน้ำ เสียงทุ้มของ B1 สามารถแยกแยะรายละเอียดของโน้ตตัวต่ำๆ ออกมาให้เรารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นเสียงของเครื่องดนตรีชนิดใด นั่นแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกย่านต่ำ (มากๆ) ของคลื่นเสียงที่ B1 บรรจงถ่ายทอดออกมา และนอกจากรายละเอียดของเสียงทุ้มแล้ว ในแง่ของ ‘พลังดีดตัว’ ก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ B1 มีอยู่ในตัว

มัน สามารถดีดหัวเสียงโน้ตต่ำๆ ของดับเบิ้ลเบสในเพลง Show Biz Kids แทร็คแรกในอัลบั้มชุด It’s Like This (Artemis Records 499582 2) งานของ Rickie Lee Jones ให้หลุดลอยออกมานอกลำโพงได้อย่างชัดเจนหมดจด เหมือนผุดขึ้นมาจากอากาศธาตุโดยปราศจากการสร้างสรรค์ของลำโพงกระนั้น หรือกับเสียงโน้ตที่มีระดับความถี่ที่ต่ำมากกว่านั้นลงไปอีก อย่างเช่นเสียงหวดกลองทิมพานีในเพลง Fanfare For The Common Man ของ Aaron Copland (บรรเลงโดยวง Dallas Symphony Orchestra และคอนดักต์โดย Donald Johanos) จากแผ่นซีดีของค่าย Analog Productions APCD 004 นั้น B1 ก็ยังสามารถ ‘สกัด’ เสียงทิมพานีที่ทั้งลึกและทั้งหนักหน่วงให้หลุดกระเด็นจากตัวตู้ลำโพงออกมา เต้นแร้งเต้นกาอยู่ในอากาศ ส่งพลังงานผ่านอากาศไปเขย่าประตูห้องทดสอบให้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดได้ยังกะผีหลอก!

เป็นบุคลิกดุๆ ที่ผิดไปจากบุคลิกทางด้านรูปทรงภายนอกที่สวยงามอ้อนแอ้นของลำโพงคู่นี้อย่างสิ้นเชิง..!!    

สรุป แล้ว โทนเสียงของ B1 คือ เปิดเผย กระจ่างชัดตั้งแต่ความถี่สูงสุดที่ลำโพงให้ได้ลงไปจนถึงความถี่ต่ำที่ลึกสุด เท่าที่ลำโพงให้ได้ ให้บุคลิกของเสียงออกไปทางด้านสมจริง ทรงพลังและเป็นกลางตั้งแต่แหลมสุดลงไปยันทุ้มต่ำๆ ให้เวทีเสียงที่แผ่กว้าง เปิดโล่งตั้งแต่ระนาบที่อยู่ด้านหน้าสุดลงไปจนถึงระนาบของเวทีเสียงที่อยู่ ลึกลงไปด้านหลังของลำโพง โดยไม่ทิ้งมุมมืดไว้ไม่ว่าจะในจุดใดจุดหนึ่งของเวทีเสียง เป็นลำโพงที่มีคุณสมบัติของความเป็นมอนิเตอร์สูงมาก      
 
• สรุป
ไม่ รู้คุณจะสังเกตรึเปล่า.? ว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ๆ ทุกวันนี้จะมีลักษณะเฉพาะตัวอยู่ 2 ลักษณะ คือบางรุ่นนั้นเน้นสวยมาก่อนเสียง (ดีไซน์รูปร่างนำ) ในขณะที่บางรุ่นก็กลับกัน คือเอาคุณภาพเสียงเป็นหลัก ส่วนความสวยนั้นไม่ได้ตามใจตลาดมากนัก (เอนจิเนียร์นำ)

B1 คู่นี้เป็นสินค้าของยี่ห้อ Vivid Audio ชิ้นแรกที่ผมมีโอกาสสัมผัส ในขณะที่กำลังนั่งฟังเสียงของมันเพื่อตรวจสอบสมรรถนะทางด้านคุณภาพเสียง สายตาของผมก็ทำหน้าที่ตรวจสอบรูปร่

1 สัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตกับ HTC U11   

1 สัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตกับ HTC U11  

รีวิว Sony Xperia XZs มือถือรุ่นแรกที่ทำให้คุณถ่ายภาพ Super Slowmotion ได้สุด

รีวิว Sony Xperia XZs มือถือรุ่นแรกที่ทำให้คุณถ่ายภาพ Super Slowmotion ได้สุด

รีวิว Sony Extrabass MDR XB950N1 หูฟังพี่ใหญ่ครบทั้งเบสและตัดเสียงรอบทิศ

รีวิว Sony Extrabass MDR XB950N1 หูฟังพี่ใหญ่ครบทั้งเบสและตัดเสียงรอบทิศ

แกะกล่อง OPPO R9s Black Edition สมาร์ทโฟนเซลฟี่ตัวท็อปสีดำใหม่ล่าสุด! พร้อมความพรีเมียมในทุกสัมผัส

แกะกล่อง OPPO R9s Black Edition สมาร์ทโฟนเซลฟี่ตัวท็อปสีดำใหม่ล่าสุด! พร้อมความพรีเมียมในทุกสัมผัส

พรีวิว Nokia 3, 5, และ 6 การกลับมาของ Brand ในตำนานกับสิ่งที่คาดไม่ถึง

พรีวิว Nokia 3, 5, และ 6 การกลับมาของ Brand ในตำนานกับสิ่งที่คาดไม่ถึง

รีวิว OPPO A57 มือถือระดับกลางที่มีฟีเจอร์อัดแน่นล้นเครื่อง

รีวิว OPPO A57 มือถือระดับกลางที่มีฟีเจอร์อัดแน่นล้นเครื่อง

พรีวิวหลังจับ Samsung Gear 360 มันคือกล้องถ่ายภาพ 360 องศาที่มีดีหลายจุดในราคาเอื้อมถึง

พรีวิวหลังจับ Samsung Gear 360 มันคือกล้องถ่ายภาพ 360 องศาที่มีดีหลายจุดในราคาเอื้อมถึง

พรีวิว Moto G5 Plus มือถือราคาไม่เกินหมื่น ที่เน้นทุกสิ่งดีที่สุดในตลาด

พรีวิว Moto G5 Plus มือถือราคาไม่เกินหมื่น ที่เน้นทุกสิ่งดีที่สุดในตลาด

พรีวิวแรกในประเทศไทย HTC U 11 มือถือเน้นฟีเจอร์สั่งงานด้วยการบีบเครื่อง และสเปคไม่ธรรมดา

พรีวิวแรกในประเทศไทย HTC U 11 มือถือเน้นฟีเจอร์สั่งงานด้วยการบีบเครื่อง และสเปคไม่ธรรมดา

รีวิว Xiaomi Mi 5s Plus รุ่นกลางของ Xiaomi กับสเปคที่คุ้มค่าในราคาไม่แพง

รีวิว Xiaomi Mi 5s Plus รุ่นกลางของ Xiaomi กับสเปคที่คุ้มค่าในราคาไม่แพง

รีวิว Vivo V5s มือถือกล้องหน้าที่ซุปตาร์บอกว่ามันดีกว่าเดิม

รีวิว Vivo V5s มือถือกล้องหน้าที่ซุปตาร์บอกว่ามันดีกว่าเดิม

รีวิว Sony Xperia XA1 อีกความตั้งใจทำมือถือไม่เกินหมื่นที่คุ้มค่าของ Sony

รีวิว Sony Xperia XA1 อีกความตั้งใจทำมือถือไม่เกินหมื่นที่คุ้มค่าของ Sony

รีวิว i-mobile Y1 มือถือราคาไม่ถึง 3,500 บาท ที่คุ้มทั้งตัวเครื่องและของแถมสุดอลังการ

รีวิว i-mobile Y1 มือถือราคาไม่ถึง 3,500 บาท ที่คุ้มทั้งตัวเครื่องและของแถมสุดอลังการ

พรีวิว ASUS Zenfone Live มือถือเน้นการถ่าย Live แบบสวยเนียนกว่าใคร

พรีวิว ASUS Zenfone Live มือถือเน้นการถ่าย Live แบบสวยเนียนกว่าใคร

พรีวิว Thai WPS Office Software สำนักงาน ที่เข้าใจและทำเพื่อคนไทย ก่อนเปิดตัว 11 พฤษภาคม

พรีวิว Thai WPS Office Software สำนักงาน ที่เข้าใจและทำเพื่อคนไทย ก่อนเปิดตัว 11 พฤษภาคม

พรีวิว Vivo V5s มือถือเน้นการถ่าย Selfie ตัวใหม่ที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม

พรีวิว Vivo V5s มือถือเน้นการถ่าย Selfie ตัวใหม่ที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม

พรีวิวสั้น ๆ กับ Xiaomi ใหม่ทั้ง 3 รุ่น เข้ามาไทยด้วยการทำตลาดจาก i-mobile

พรีวิวสั้น ๆ กับ Xiaomi ใหม่ทั้ง 3 รุ่น เข้ามาไทยด้วยการทำตลาดจาก i-mobile

เปรียบเทียบ Facebook Messenger VS Messenger Lite โหลดตัวไหนดี

เปรียบเทียบ Facebook Messenger VS Messenger Lite โหลดตัวไหนดี

พรีวิว Sony Xperia XZs มือถือที่สามารถ่ายภาพ Super Slowmotion เทียบเท่ากล้องดิจิทัล

พรีวิว Sony Xperia XZs มือถือที่สามารถ่ายภาพ Super Slowmotion เทียบเท่ากล้องดิจิทัล

รีวิว Samsung Galaxy S8 เปลี่ยนทุกสิ่งจนคุณต้องสนใจมอง

รีวิว Samsung Galaxy S8 เปลี่ยนทุกสิ่งจนคุณต้องสนใจมอง

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์