Creative SoundBlaster

Creative SoundBlaster

Creative SoundBlaster

GM2000

สนับสนุนเนื้อหา

SoundBlaster
X-Fi Go!
Portable USB Sound Card+1GB Flash Memory
 
เรื่อง: Voyager
ภาพ : ปฐวี โอฐสร้อยสำอางค์
............................................................................................

‘Extra-Fidelity on GO’
 
ใครที่ ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือต้องนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์ครั้งละนานๆ คงไม่ปฏิเสธว่าบ่อยครั้งได้ ‘แก้เบื่อ’ ด้วยการนั่งฟังเพลงเพลินๆ ไม่ว่าจะฟังจากหูฟังหรือลำโพงที่ต่อกับชุดคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจจะถือโอกาสดูหนังหรือเล่นเกมกับคอมพิวเตอร์ไปด้วยต่างหาก 

 


 
คุณเคยสังเกตไหมครับว่า คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องน่ะมันให้เสียงออกมาดีไม่เท่ากัน บางเครื่องก็เสียงดีมากเรียกว่าสามารถใช้ทดแทนเครื่องเสียงดีๆ ได้เลย แต่คอมพิวเตอร์บางเครื่องก็ให้เสียงฟังไม่ได้เลย มีทั้งเสียงรบกวนและเสียงคมแข็งไม่น่าฟัง  ความแตกต่างที่ว่าโดยหลักแล้วมาจากส่วนของวงจรจัดการกับระบบเสียงที่เรานิยม เรียกว่าการ์ดเสียงหรือ sound card นั่นแหละครับ

สำหรับคอมพิวเตอร์ PC ทั่วไป โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์แบบสั่งประกอบ ถ้าสุ้มเสียงเวลาดูหนัง ฟังเพลงหรือเล่นเกมออกมาไม่ถูกใจ ไม่กระหึ่มหนักแน่นพอแล้วล่ะก็การปรับปรุงคุณภาพเสียงสามารถทำได้โดยง่าย ครับ แค่เปลี่ยนแผง sound card ใหม่ที่เสียงดีกว่าเข้าไปแค่นี้ก็เรียบร้อย คอมพิวเตอร์ประเภท desktop ที่ชิ้นส่วนต่างๆ ออกแบบมาให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ แต่กับเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างเช่นพวก laptop, note book หรือ UMPC (Ultra Mobile PC) ผมเห็นว่าน้อยเครื่องนักที่ออกแบบมาให้เปลี่ยน sound card ได้ง่ายๆ และถ้าไม่ใช่เครื่องรุ่นสูงๆ แล้วล่ะก็อย่าได้หวังเสียเลยว่าผู้ผลิตเขาจะให้ sound card ออนบอร์ดอย่างดีติดตัวมา ผู้ใช้ส่วนมากจึงจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาฟังเสียงแย่ๆ จาก sound card คุณภาพต่ำกันไปอย่างตามมีตามเกิด
 
SoundBlaster X-Fi Go! เล็กกว่า คล่องตัวกว่า แต่ไม่ลดคุณภาพ
หลัง จากที่ได้พัฒนา sound card ออกมาหลายรูปแบบ ทั้งปรับปรุงเรื่องคุณภาพของชิพเสียง คุณภาพของฟังก์ชัน การใช้งานและการเชื่อมต่อต่างๆ ล่าสุดค่าย Creative ขาใหญ่อีกรายหนึ่งของวงการผู้ผลิต sound card ตระกูล SoundBlaster ที่ได้สร้างชื่อในหมู่คนใช้คอมพิวเตอร์มานานหลายปีก็ได้พัฒนา sound card รูปแบบใหม่ออกมา รูปแบบใหม่ที่ว่านี้คือการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านทางช่องเสียบ USB ครับ มันมาในรหัสชื่อรุ่นว่า SoundBlaster X-Fi Go!

SoundBlaster X-Fi Go! หรือที่ผมจะขอเรียกอย่างย่อว่า XFG เป็นการ์ดเสียงรูปแบบใหม่ที่ผมเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก มันถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กจนสามารถพกพาได้สะดวกแทบไม่ต่างอะไรจากพวงกุญแจ หรือแฮนดี้ไดรฟ์ทั่วไปที่เราคุ้นตากันดี การติดตั้งฮาร์ดแวร์ก็แสนจะเรียบง่าย เพราะมันอาศัยการเชื่อมต่อกับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์เหมือนแฮนดี้ไดรฟ์ทั่วไป เอาเสียบกับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์ได้เลยไม่ต้องเปิดเครื่องมาเสียบแผงวงจรให้วุ่นวาย

ข้อมูลจากผู้ผลิตแจ้งว่า XFG ออกแบบมาสำหรับใช้เพิ่มคุณภาพเสียงของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ sound card คุณภาพต่ำด้วยวิธีการติดตั้งและใช้งานที่แสนเรียบง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่ว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากการ์ดเสียงทั้งในการดูหนัง ฟังเพลงหรือเล่นเกมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ การใช้เทคนิควงจรเอฟเฟ็กต์เสียงแปลกใหม่เฉกเช่นเดียวกับที่จะพบได้ในการ์ด เสียงคุณภาพรุ่นอื่นๆ จากค่ายครีเอทีฟ เรียกว่าถึงตัวเล็กแต่ลูกเล่นไม่ได้เล็กตามตัวเลย ให้เอฟเฟ็กต์เสียงมาเอาใจบรรดาเกมเมอร์สุดๆ เหมือนกัน ตัวที่ค่าย Creative ภูมิใจนำเสนอก็คือ EAX? ADVANCED HD? ที่อ้างว่ามีเกมมากกว่า 400 เกม แล้วที่ใส่เอฟเฟ็กต์นี้มาให้คนเล่นเกมต้องหูผึ่งตะลึงกับความสมจริงของเสียง เหมือนได้เข้าไปในอยู่ในเกมจริงๆ   หรือจะเป็น Creative Alchemy ระบบสร้างสนามเสียงรอบทิศทางในเกมสำหรับคนที่ใช้ Windows Vista นี่ก็น่าสนใจครับ

สำหรับคนที่ชอบใช้คอมพิวเตอร์ดูหนัง -ฟังเพลงอย่างผม XFG ก็เอาใจด้วยระบบเสียง X-Fi หรือ Xtreme Fidelity audio technology ที่ผู้ผลิตอ้างว่าสามารถถ่ายทอดทุกรายละเอียดของเสียงจากภาพยนตร์หรือ เพลงออกมาได้อย่างสมจริงอย่างยิ่ง แม้แต่ไฟล์เพลงแบบ MP3 !  ฮ้า…จริงหรือนี่
 
                มีอะไรในกล่อง
ในกล่องใส่ตัวการ์ดเสียง XFG มีอุปกรณ์ติดมาให้เพียงไม่กี่ชิ้น อย่างแรกที่ต้องมีแน่นอนก็คือตัวการ์ดเสียง XFG สายต่อ USB  ชุดหูฟังระบบเสียงสเตอริโอที่มีไมโครโฟนพ่วงติดมาด้วย และแผ่นพับคู่มือใช้งานแบบ quick start อีก 1 ชุด

มีมาให้แค่นั้นแหละครับ

ผมพยายามมองหาแผ่นไดรเวอร์สำหรับการ์ดเสียงแต่ไม่เจอ และคิดว่าตัวแทนจำหน่ายเขาคงลืมส่งมาให้ แต่มาทราบที่หลังว่าผมนั่นแหละที่เข้าใจผิดเอง เข้าใจผิดอย่างไรลองติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ครับแล้วจะทราบ

ตัวการ์ดเสียง XFG เองมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ ทรงแบน มิติรูปทรงมีขนาดใหญ่กว่าแฮนดี้ไดรฟ์ที่ผมใช้งานอยู่เล็กน้อย มองเผินๆ เหมือนที่ห้อยพวงกุญแจหรือกุญแจรถเบนซ์แบบที่พับเก็บดอกกุญแจได้ บอดี้เป็นพลาสติกสีดำ ด้านหน้าเป็นแบบมันเงาสวยงามแต่เปื้อนรอยนิ้วมือได้ง่าย มีโลโก้ ‘X-Fi’ สีขาวปรากฏอยู่ ปลายด้านหนึ่งเป็นฝาปิดกันฝุ่นเมื่อเปิดออกก็เห็นปลั๊ก USB เหมือนที่เห็นในแฮนดี้ไดรฟ์ปกติทั่วไป ปลายอีกด้านที่เหลือเป็นช่องเสียบมินิปลั๊กขนาด 3.5 มิลลิเมตร มีสัญลักษณ์กำกับเอาไว้ชัดเจนว่าช่องหนึ่งสำหรับเสียบหูฟังสเตอริโอ อีกช่องเอาไว้เสียบไมโครโฟน
 
และถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า บริเวณขอบด้านขวามือค่อนลงมาด้านล่างมีแถบสไลด์พร้อมทั้งสัญญาณแม่กุญแจล็อก และเปิดล็อกกำกับอยู่ นั่นคือแถบเลื่อนที่มีไว้ใช้ล็อกป้องกันการลบหรือเขียนทับข้อมูลที่มีอยู่ใน XFG เนื่องจากตัว XFG เองนั้นภายในตัวมันมีหน่วยความจำความจุ 1 GB พ่วงมาด้วยในตัว ส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้เก็บไดรเวอร์ของตัวมันเอง (นี่แหละครับสาเหตุที่ผมหาแผ่นไดรเวอร์ไม่เจอ) ความจุที่เหลือก็สามารถใช้งานได้เหมือนแฮนดี้ไดรฟ์ทั่วไป คือเก็บข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นไฟล์เพลง หนัง คลิปหรือข้อมูลที่เซฟจากเกมเพื่อนำไปใช้เล่นที่เครื่องอื่น

สำหรับชุดหูฟังที่ให้มาด้วยนั้น หน้าตาดูเข้าทีเลยทีเดียวครับ สายหูฟังยาวที่สุดเกือบๆ 2 เมตร มีชุดไมโครโฟนแบบเหน็บปกเสื้อติดมาในชุดหูฟังด้วย ปลายสายเป็นปลั๊กมินิ 3.5 มิลลิเมตร มีสัญลักษณ์กำกับชัดเจนว่าขั้วไหนเป็นหูฟัง ขั้วไหนเป็นไมโครโฟน ถ้าไม่เฟอะฟะเองรับรองว่าไม่มีเสียบผิดช่องแน่นอนครับ
 
คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ที่จะใช้งานร่วม กับการ์ดเสียงรุ่นนี้ก็แค่ใช้ CPU Intel? Pentium? 4 1.6 GHz, AMD? Athlon XP 2000+ processor หรือเร็วกว่าเช่น Pentium 4 2.2 GHz, AMD Athlon XP 2400+ processor  ระบบปฏิบัติการ Microsoft? Windows Vista? 64-bit, Windows Vista 32-bit, Windows? XP Professional x64 Edition, Windows XP ที่ลง Service Pack 2 (SP2) หน่วยความจำ RAM ขั้นต่ำ 512 MB ที่ว่างในฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 600 MB และแน่นอนว่าต้องมีช่องเสียบ USB
 
ทดลองใช้งาน
ทันทีที่เสียบ XFG เข้าไปที่ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ไฟล์ติดตั้งไดรเวอร์จะขึ้นมาถามอัตโนมัติ ขั้นตอนการลงไดรเวอร์ก็เหมือนไดรเวอร์การ์ดเสียงของ Creative ทั่วไปไม่มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากไดรเวอร์แล้ว XFG ยังมีโปรแกรมแอพพลิเคชั่นให้ลงเพิ่มอีกเล็กน้อยเช่น Console Launcher และ Creative MediaSource

ในระหว่างเสียบใช้งานสังเกต ว่าตรงตำแหน่งโลโก้ ‘X-Fi’ บนตัวเครื่องจะเรืองแสงสว่างขึ้นมาเป็นการบ่งบอกสถานะให้ทราบว่ามันพร้อมทำ งานแล้ว

ทันทีที่เสียบปลั๊กหูฟังเข้าไป โปรแกรมตรวจจับการเสียบสายสัญญาณจะมีหน้าต่างโผล่ขึ้นมาถามในคอมพิวเตอร์ว่า อุปกรณ์ที่เสียบเข้าไปนั้นเป็นหูฟังหรือลำโพง เพื่อให้เลือกปรับตามความเหมาะสม แต่ฟังก์ชันนี้เท่าที่ผมลองมันจะไม่สามารถใช้งานได้กับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์ ค่อนข้างสูง

ผมเริ่มฟัง XFG ด้วยไฟล์เพลงธรรมดา เทียบกับการ์ดเสียงออนบอร์ดเดิมๆ ที่มากับโน้ตบุ๊ครุ่นกลางๆ ของ Acer และ Compaq ที่ผมใช้งานอยู่ การฟังในช่วงนี้ได้ปิดเอฟเฟ็กต์เสียงทั้งหมด ฟังกันแบบดิบๆ ไม่มีการปรุงแต่งเสียงใดๆ สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมชัดเจนก็คือเนื้อเสียงที่อิ่มหนากว่าเดิม นั่นคือผลพวงที่ทำให้ไฟล์เพลงหลายๆ เพลงฟังสบายหูขึ้นอย่างมาก เสียงทุ้มมีน้ำหนักเสียงดีกว่าเดิม ให้ความกระหึ่มมากกว่าชัดเจนชนิดใครๆ ก็ฟังออก มันทำให้คอมพิวเตอร์ที่มีการ์ดเสียงคุณภาพงั้นๆ กลายเป็นเครื่องเล่นเพลงคุณภาพสูงเทียบเท่าเครื่องเล่นหลายๆ รุ่นที่ผมเคยลองฟังเสียงมา

ตัวหูฟังที่ให้มาด้วยนั้นค่อนข้าง ให้เสียงทุ้มนุ่มหนาเป็นหลัก ถ้าไม่ใช่พวกหูหาเรื่องมากก็ใช้งานได้สบายๆ ไม่ได้ขี้เหร่อะไร แต่ถ้าคุณมีหูฟังดีๆ ใช้งานอยู่แล้วก็เก็บหูฟังที่แถมมาเอาไว้ในกล่องได้เลยครับ  XFG สามารถขับหูฟังอิมพีแดนซ์สูง 60 โอห์มได้ดังลั่น ดังนั้นหูฟังทั่วไปที่มีอิมพีแดนซ์แถวๆ 16-32 โอห์มจึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องเกนขยายกับ XFG แต่อย่างใด

การควบคุมระดับเสียงและลูกเล่นฟังก์ชัน
เอ ฟเฟ็กต์ต่างๆ เพิ่มเติมของ XFG สามารถกระทำได้โดยผ่านโปรแกรม Console Launcher  เมนูต่างๆ ที่ Console Launcher นั้นผมเองใช้เวลาเรียนรู้และเข้าใจการใช้งานได้ภายในเวลาไม่นานนัก จัดว่าใช้ง่ายและไม่มีอะไรซับซ้อน  เมนู EAX นั้นเป็นการเลือกใช้หรือไม่ใช้ระบบเสียง EAX ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศจำลองสภาพอะคูสติกที่ต่างกันไป อาทิเช่น Jazz Club, Opera Hall,…นอกจากนั้นสามารถเลือกปรับปริมาณของการแต่งเสียงได้

เมนู 3D เป็นระบบจำลองเสียงรอบทิศทาง X-Fi CMMS ของครีเอทีฟเอง เป็นระบบเสียงที่ผมคิดว่าเหมาะกับการดูหนังบางประเภทและการเล่นเกมที่ต้อง การจำลองเสียงรอบทิศทางเพื่อเพิ่มความเร้าใจ ซึ่งการสร้างเอฟเฟ็กต์รอบทิศทางระบบนี้สามารถเลือกปรับปริมาณของสนามเสียง ว่าต้องการให้แผ่ไปทางด้านหน้าหรือด้านหลังมากกว่า ลองใช้แล้วจะติดใจครับ

เมนู X-Fi Crystalizer ระบบเสียงที่อ้างว่าสามารถยกระดับไฟล์เพลงเดิมๆ ที่มีคุณภาพแย่ๆ ให้ฟังดูดีขึ้นได้ จากการทดลองเล่นดูผมพบว่ามันสามารถทำได้อย่างที่คุยไว้จริงๆ ครับ มันเติมความอิ่มเข้มและเพิ่มการเน้นเสียงในย่านความถี่หลักๆ เช่นเสียงทุ้มหัวเสียง เสียงกลางและแหลมให้เปิดเผยโดดเด่นกว่าปกติ จะมีก็แค่ไฟล์เสียงที่แย่มากจริงๆ เท่านั้นแหละครับที่โปรแกรมนี้ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไร ถ้ามันพูดได้คงอยากบอกว่า ‘ไฟล์ต้นฉบับมันแย่เกินเยียวยา’

อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือเมนู Performance ครับ ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มีปัญหาเรื่อง resource แล้วล่ะก็ผมแนะนำให้ปรับเอาไว้ที่ระดับสูงสุดเลยครับคือ 24 bit ค่าแซมปลิ้ง 48 kHz สุ้มเสียงที่ได้จะออกมาคุณภาพดีที่สุดครับ  สำหรับคนที่ชอบเล่น Chat หรือเกมที่มีการใช้เสียงประกอบด้วย ลองเล่นเมนู Microphone Effects ดูแล้วจะชอบเช่นกันครับ มันทำให้เสียงของคุณเปลี่ยนไปเป็นเสียงต่างๆ ได้จนน่าตกใจ เช่นเสียงของเอเลี่ยน เอลฟ์ ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย ฯลฯ  เหมาะกับเอาไว้แกล้งเพื่อนหรือเล่นเกมให้เข้าบรรยากาศเป็นที่สุด
 
สรุป
นี่คือการ์ดเสียงจิ๋วแต่แจ๋วอีกตัวหนึ่ง สำหรับผู้ที่นิยมใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเป็นที่สุดครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชอบใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรมากกว่าใช้ทำงาน แล้วล่ะก็ ผมว่า SoundBlaster X-Fi Go! คือการ์ดเสียงที่คุณใช้งานได้คล่องตัวที่สุดรุ่นหนึ่งแล้วล่ะครับ

ที่สำคัญคุณภาพเสียงที่ได้ดูดีกว่าหน้าตาทื่อๆ ของมันเยอะเลยล่ะครับ
ราคา 2,090 บาท

AUTO-REVERSE
ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1981 มีกระทาชายคนหนึ่งเปิดร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ด้วยการที่ร่ำเรียนมาในสายนี้ เขาจึงเริ่มพัฒนาและประกอบแผงวงจรที่ใช้งานร่วมกับ Apple II คอมพิวเตอร์ ในเวลาเดียวกัน เขาก็เริ่มประกอบคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานสำหรับภาษาจีน ซึ่งเพิ่มจุดขายตรงที่ใส่ระบบเสียงของเขาเองเข้าไป ทำให้เสียงพูด และเสียงดนตรีที่ออกมาจากคอมพ์ที่เขาประกอบมีความไพเราะเกินหน้าเกินตา เครื่องแบรนด์เนมที่วางขายอยู่ตอนนั้น ร้านคอมพิวเตอร์ร้านนั้นมีชื่อว่า Creative และชายหนุ่มคนนั้นคือ Mr.Sim Wong Hoo ผู้ร่วมก่อตั้ง Creative Technology ซึ่งเดี๋ยวนี้เขากลายเป็นเศรษฐีพันล้านไปแล้วจากการหากินกับระบบเสียงที่ อยู่ในคอมพิวเตอร์ PC จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลจาก wikipedia.com)

 

รีวิว Dell XPS 13 2 in 1 คอมพิวเตอร์พกพา สวยจนได้รางวัล และสเปคเทพ

รีวิว Dell XPS 13 2 in 1 คอมพิวเตอร์พกพา สวยจนได้รางวัล และสเปคเทพ

รีวิว HTC U11 ความหวังสำคัญของมือถือเรือธงจากผู้ผลิต Smart Phone ชื่อดัง

รีวิว HTC U11 ความหวังสำคัญของมือถือเรือธงจากผู้ผลิต Smart Phone ชื่อดัง

[รีวิว] AirPods หูฟังไร้สายจาก แอปเปิล ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเกินคาด

[รีวิว] AirPods หูฟังไร้สายจาก แอปเปิล ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเกินคาด

รีวิว Galaxy Tab S3 แท็บเล็ตสุดคูลที่มากับปากกา S Pen สุดล้ำ

รีวิว Galaxy Tab S3 แท็บเล็ตสุดคูลที่มากับปากกา S Pen สุดล้ำ

เห็นกันหรือยัง...Samsung C9 Pro มือถือจอยักษ์ ราคาไม่ดุ ที่กำลังมาแรงตอนนี้

เห็นกันหรือยัง...Samsung C9 Pro มือถือจอยักษ์ ราคาไม่ดุ ที่กำลังมาแรงตอนนี้

สัมผัสแรก ASUS Zenbook และ Vivobook รุ่นใหม่ สเปคใหม่กับดีไซน์ใหม่ที่น่าสนไม่เบา

สัมผัสแรก ASUS Zenbook และ Vivobook รุ่นใหม่ สเปคใหม่กับดีไซน์ใหม่ที่น่าสนไม่เบา

รีวิวพรินเตอร์ที่ออฟฟิศควรมี  ‘Epson L655’ ฟังก์ชั่นครบ จบในเครื่องเดียว

รีวิวพรินเตอร์ที่ออฟฟิศควรมี ‘Epson L655’ ฟังก์ชั่นครบ จบในเครื่องเดียว

รีวิว OPPO A77 รุ่นกลาง สเปคดี กับกล้องหน้าละลายหลังได้

รีวิว OPPO A77 รุ่นกลาง สเปคดี กับกล้องหน้าละลายหลังได้

สัมผัส สั้น ๆ กับ Smart Watch หลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจที่มีขายทางออนไลน์

สัมผัส สั้น ๆ กับ Smart Watch หลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจที่มีขายทางออนไลน์

พรีวิว Sony Xperia XZ Premium และ Xperia XA1 Ultra มือถือสเปคคุ้ม กับอีกเทคโนโลยี 4K บนมือถือ

พรีวิว Sony Xperia XZ Premium และ Xperia XA1 Ultra มือถือสเปคคุ้ม กับอีกเทคโนโลยี 4K บนมือถือ

รีวิว dtac phone x3 มือถือจากผู้ให้บริการ แต่เน้นการถ่ายภาพในราคาคุ้มค่า

รีวิว dtac phone x3 มือถือจากผู้ให้บริการ แต่เน้นการถ่ายภาพในราคาคุ้มค่า

แกะ MacBook Pro และ MacBook 2017 พบความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

แกะ MacBook Pro และ MacBook 2017 พบความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

2 Apps ตัดความรำคาญจากมือถือที่ควรติดมีประจำเครื่อง

2 Apps ตัดความรำคาญจากมือถือที่ควรติดมีประจำเครื่อง

รีวิว HTC U Ultra มือถือจอคู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ HTC

รีวิว HTC U Ultra มือถือจอคู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ HTC

รีวิว ASUS Zenfone Live ไลฟ์สวย ๆ ด้วยฟีเจอร์จัดหนักที่กล้องหน้า

รีวิว ASUS Zenfone Live ไลฟ์สวย ๆ ด้วยฟีเจอร์จัดหนักที่กล้องหน้า

รีวิว Nubia M2 Lite มือถือราคาไม่ถึงหมื่นที่มีความไม่ธรรมดาแอบซ่อนเต็มพิกัด

รีวิว Nubia M2 Lite มือถือราคาไม่ถึงหมื่นที่มีความไม่ธรรมดาแอบซ่อนเต็มพิกัด

รีวิว Huawei P10 Plus มือถือสุดบางเฉียบกับครั้งแรกของ Leica SUMMRITLUX บนมือถือ

รีวิว Huawei P10 Plus มือถือสุดบางเฉียบกับครั้งแรกของ Leica SUMMRITLUX บนมือถือ

เทียบภาพถ่ายตอนกลางคืน Samsung Galaxy S8+ และ iPhone 7 Plus ใครถ่ายสวยกว่า?

เทียบภาพถ่ายตอนกลางคืน Samsung Galaxy S8+ และ iPhone 7 Plus ใครถ่ายสวยกว่า?

รีวิว Moto G5 Plus มือถือไม่ถึงหมื่นที่มีกล้องหลังดีเกินคาดหมาย

รีวิว Moto G5 Plus มือถือไม่ถึงหมื่นที่มีกล้องหลังดีเกินคาดหมาย

1 สัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตกับ HTC U11   

1 สัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตกับ HTC U11  

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์