Apple MacBook Air (Mid 2011) [โน้ตบุ๊กสุดบางระบบปฏิบัติการ Mac OS X Lion]

Apple MacBook Air (Mid 2011) [โน้ตบุ๊กสุดบางระบบปฏิบัติการ Mac OS X Lion]

Apple MacBook Air (Mid 2011) [โน้ตบุ๊กสุดบางระบบปฏิบัติการ Mac OS X Lion]

notebookspec

สนับสนุนเนื้อหา

Apple MacBook Air (Mid 2011) [โน้ตบุ๊กสุดบางระบบปฏิบัติการ Mac OS X Lion]

เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่น่าสนใจและหลายๆ คนคงอยากจะได้มาใช้งาน กับ MacBook Air (Mid 2011) ที่จัดได้ว่าเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 5 ของ MacBook Air แล้ว

image36 

Spec MacBook Air

ซึ่งทางทีมงาน Notebookspec ได้มารีวิวนะครับ แต่ก่อนอื่นคงต้องแนะนำให้รู้จักรุ่นต่างๆ ของ MacBook Air (Mid 2011) ให้ทราบกันก่อนะครับ โดยแบ่งออกเป็น 4 รุ่น 4 สเปกด้วยกัน แบ่งเป็นรุ่น 11″ 2 รุ่น และ 13″ 2 รุ่น ราคาก็มีตั้งแต่ 32,900 – 52,900 บาท สำหรับในการีวิวครั้งนี้ เราได้ในส่วนของรุ่นขนาด 13″  ราคา 42,900 บาท สเปกคร่าวๆ จะเป็นชิปประมวลผล Core i5 แบบประหยัดพลังงานพิเศษความเร็ว 1.7GHz กราฟิก Intel HD Graphics 3000 แรมขนาด 4GB พร้อมฮาร์ดดิสก์แบบ SSD  128GB มาทดสอบนะครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นที่จัดว่าคุ้มค่าพอดีเมื่อเทียบกับสเปกต่อราคาแล้ว รองลงมาก็คงจะเป็น ตัว 11″ ราคา 33,900 บาท ส่วนอีก 2 รุ่นที่เหลือดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก ด้วยขนาดรุ่น 32,900 บาท มีแรมที่ติดมากับเครื่องน้อยเกิน ส่วนรุ่นที่แพงที่สุดราคา 52,900 บาท มีเพียงความจุ SSD ที่เพิ่มเข้ามาเพียงอย่างเดียว

Screen Shot 2554-10-04 at 3.37.07 PM 

แม้ว่าอาจจะช้าหน่อยสำหรับการีวิว  MacBook Air (Mid 2011) ในครั้งนี้ถ้าเทียบกับวันเวลาที่เปิดตัว แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเปิดตัว Ulrtabook รุ่นใหม่ๆ อยู่พอดี ที่จะว่าไปแล้วแนวคิดก็น่าจะมาจาก MacBook Air อย่างเสียมิได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความบาง ดีไซน์ และคุณสมบัติการใช้งานต่างๆ

 

Review Apple MacBook Air 2011 174

หลังจากที่ Apple ออก MacBook Air มาได้ถึง 4 เจนเนอเรชั่น ซึ่งในมีการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ในเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว แน่นอนว่าในเจนเนอเรชั่นที่ 5 นี้ จัดว่าเป็นตัวแรกที่ทาง Apple เลือกใช้งานชิปประมวลผล Intel Core i เป็นครั้งแรก จากรุ่นก่อนๆ ที่เป็นเพียง Core 2 Duo ความเร็วต่ำเท่านั้น ทำให้ประสิทธิภาพความเร็วนั้นมีความเร็วที่มากขึ้นอย่างเป็น 2 เท่าตัว นอกจากนั้นได้มีการเพิ่มในส่วนของการเชื่อมต่อความเร็วสูง Thunderbolt เข้ามา และมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ OS X รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง 10.7 Lion อีกด้วย  

Screen Shot 2554-10-03 at 12.33.52 PM

ยังไงก่อนจะเข้าสู่บทความรีวิวคงต้องมาแนะนำให้รู้จักกับ MacBook Air (Mid 2011) กันซะหน่อย เผื่อว่าใครอาจจะยังไม่ทราบกัน MacBook Air เป็นโน้ตบุ๊กสุดบางที่ทาง Apple ได้ผลิตขึ้นมา โดยมีดีไซน์ที่บางและมีน้ำหนักเอา ใช้วัสดุในการผลิตที่แข็งแรงอย่างอะลูมิเนียม Unibody ได้รับการออกแบบที่หรูหราเป็นพิเศษ มีจอภาพและคุณภาพความละเอียดที่สูง ให้สีสันและมุมมองภาพที่สมจริง มีความเร็วในการประมวลที่สูงรองรับการใช้งานพื้นฐานจนไปถึงการทำงานระดับสูง ได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมทั้งยังใช้ระบบปฏิบัติการที่ทรงประสิทธิภาพอย่าง Mac OS X 10.7 Lion ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด แน่นอนว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่น่าประทับใจ แบบที่จะหาในโน้ตบุ๊ก Windows ไม่ได้

แต่ในส่วนของตัวของ  MacBook Air (Mid 2011) ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว ก็ยังมีอยู่ข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB ที่มีมาให้ยังเป็น 2.0 อยู่  ไม่ใช่ USB 3.0 แต่อย่างใด

design_unibody2


สำหรับแพ็คเกจของ MacBook Air (Mid 2011) นี้มาพร้อมกับกล่องสไตล์ Apple ที่ดูสะอาดตา ขนาดกระทัดรัด มีภาพตัวเครื่องขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าของกล่อง แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีหูหิ้วมาให้อย่างในส่วนของกล่อง MacBook Pro จึงทำให้เราต้องหาถุงใส่อีกชั้นหนึ่ง เพื่อที่จะหิ้วกลับมาถึงบ้านได้ 

Review Apple MacBook Air 2011 132

พอเปิดมาข้างในก็พบกับตัวเครื่อง MacBook Air (Mid 2011) ที่หุ้มด้วยพลาสติก ด้านข้างก็จะมีอุปกรณ์เสริมอย่างพวก Power Adapter ที่เป็น MagSafe พร้อมทั้งหัวเปลี่ยนปลั๊ก AC สองหัว ส่วนคู่มือการใช้งานและสติกเกอร์ Apple ที่คุ้นเคยจะอยู่ใต้เครื่อง  

Review Apple MacBook Air 2011 140

แต่สำหรับแผ่น DVD ระบบปฎิบัติการ Mac OS X Lion รวมถึงชุดโปรแกรม iLife ’11 จะไม่มีมาให้นะครับ เพราะตัวของ MacBook Air (Mid 2011) เอง ได้มีการติดตั้งมาพร้อมใช้งานมาอยู่แล้ว  

Review Apple MacBook Air 2011 141

 เป็นอะไรที่น่าแปลกใจมากๆ เพราะคู่มือของ MacBook Air (Mid 2011)ที่ มีมาให้เป็นภาษาไทยครั้งแรก ในสินค้าตระกูล Mac โดยภายในคู่มือก็จะเป็นภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบซึ่งก็น่าจะช่วยให้มือใหม่ สามารถหาวิธีใช้งานเบื้องต้นได้พอสมควร แต่ก็แอบติดขัดนิดหน่อยตรงการแปลคำยังดูตรงจนเกินไป อาทิ “Mission Control” ก็แปลตรงๆ เป็น “ควบคุมภารกิจ” ซะงั้น เล่นแอบฮาเล็กๆ เหมือนกัน

 

Review Apple MacBook Air 2011 135

อีกอย่างที่เป็นเรื่องน่าเสียดาย ก็คือในกล่องจะไม่มีการแถม USB Install Drive มาให้แต่อย่างใด ซึ่งใครที่อยากจะได้ Lion แบบ USB Drive ก็ต้องแสดงความเสียใจด้วย เพราะใน Mac รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ OS X Lion หากต้องการจะติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ก็ต้องใช้ระบบ Lion Recovery แทน ดังนั้นเราจึงสามารถสร้าง USB Install Drive เองได้ หรืออาจจะรอซื้อ Lion USB Install Drive ที่ทาง Apple จะทำมาแยกขายก็ได้ที

MacBook Air (Mid 2011) ยังมาพร้อมกับดีไซน์ที่ไม่เปลี่ยนไปจาก MacBook Air (Late 2010) ตัวก่อนหน้านี้ซักเท่าไหร่นัก ในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบตัวเครื่องที่ยังเดิมๆ อยู่ เรียกได้ว่าดูจากภายนอกแบบผ่านๆ เราจะไม่สามารถแยกแยะออกได้เลยครับ ว่าตัวไหนเป็นรุ่นเก่า ตัวไหนเป็นรุ่นปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นปกติตามแนวทางของ Apple อยู่  

โดยในการดูว่าตัวไหนเป็น MacBook Air (Mid 2011) ถ้าไม่ดูจากสเปกภายในหรือปุ่มคีย์บอร์ดฟังก์ชั่น ก็จำเป็นต้องใช้ในที่ที่มีแสงน้อย เพราะไฟคีย์บอร์ดแบบ backlit ติดสว่างขึ้นมาให้พร้อมใช้งานได้สะดวก เพราะใน MacBook Air (Late 2010) เป็นสิ่งที่ไม่มีมาจากการที่ Apple ตัดออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

คงเอกลักษณ์ไว้เหมือนเดิมกับฝาหลังจะเป็นโลโก้ Apple แบบมีไฟเปล่งแสง ด้วยหลอดไฟ LED ของหน้าจอ

ตัวเครื่องขนาด 13.3 นิ้วนั้นมีขนาดที่ไม่แตกต่างจาก Apple MacBook Pro 13 มากนัก แต่ในเรื่องของความบางแน่นอนว่าต่างกันเป็นอย่างมาก ส่วนงานประกอบแน่นหนา แข็งแรงดี สัมผัสแล้วรู้สึกมั่นใจ ตามสไตล์ของ Apple  โดยเลือกใช้แต่วัสดุชั้นดีอย่างอะลูมิเนียม Unibody แบบทั้งตัวไร้รอยต่อ

สำหรับบานพับอยู่ตรงกลางจุดเดียวขนาดใหญ่ เหมือนอย่างที่ Apple ออกแบบ MacBook ทั้งหมด เรื่องของวัสดุที่ใช้ทำเป็นพลาสติก (จับแล้วน่าจะเป็นวัสดุเดียวกันกับคีย์บอร์ด) ซึ่งจากการใช้จริงก็ถือว่าแข็งแรงใช้ได้ทีเดียว  

ขอบจอ MacBook Air (Mid 2011) จะมียางสีดำมารองรับเอาไว้โดยรอบ ที่ทำให้ขอบจอของเครื่องปิดสนิทและกันกระแทกจากแรงกดทับได้เป็นอย่างดี

ตรงกลางของขอบจอด้านล่างจะมีโลโก้ MacBook Air คิดอยู่อย่างสวยงามตามสไตล์ MacBook ทุกตัวของ Apple 

ข้อแตกต่างระหว่าง MacBook Air (Mid 2011) ขนาด 11.6 นิ้ว กับขนาด 13.3 นิ้ว ที่เด่นๆ ก็คือ ขนาด 13.3 นิ้ว จะมีช่องการด์รีดเดอร์ SD Card ติดตั้งมาให้ เรียกได้ว่าสะดวกมากๆ สำหรับคนที่ต้องการใช้งาน SD Card บ่อยๆ และเพิ่มช่องเชื่อมต่อความเร็วสูงอย่าง Thunderbolt เข้ามา 

อีกอย่างที่เรามองไม่เห็นจากตัวเครื่องโดยตรง ก็คือ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.0 ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มระยะในการใช้งานกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้อีกด้วย

เรื่องของความบางของตัวเครื่องจะเห็นว่าหนากว่า Apple iPhone 4 อยู่ไม่มากเท่าไหร่  โดยส่วนที่บางที่สุดมีความหนาเพียง 0.3 เซนติเมตร

และสำหรับส่วนที่หนาที่สุดของตัวเครื่องจะมี ความหนาเพียง 1.7 เซนติเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่ามีความบางมากๆ เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กแบบปกติทั่วไป 

ในเรื่องของน้ำหนัก MacBook Air (Mid 2011) ถ้า ตามสเปกของ Apple ที่ออกมานั้นจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.35 กิโลกรัม แต่เมื่อเราชั่งน้ำหนักจริงๆ จะมีความเบากว่าอยู่เล็กน้อย (อันนี้ไม่ต้องซีเรียสมากครับ เพราะอาจจะคลาดเคลื่อนอยู่นิดหน่อยอยู่แล้ว)

โดยลองทำการชั่งน้ำหนักตัวเครื่องกับสายชาร์จเมื่อจับมาชั่งรวมกันจะได้น้ำหนัก ประมาณหนึ่งกิโลกรัมกลางๆ เท่านั้น 

 

คีย์บอร์ดของ Apple MacBook นั้นจะเหมือนกันทั้งหมดในเรื่องของขนาดปุ่ม หน้าตาปุ่ม ที่ดูแล้วโล่งๆ สบายตา ซึ่งในส่วนของ MacBook Air (Mid 2011) อาจ จะรู้สึกได้ว่าความสูงของปุ่มต่ำกว่า MacBook Pro อยู่เล็กน้อย รวมไปถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงไอคอนของปุ่มฟังก์ชั่นนิดหน่อย โดยจะมีปุ่ม Mission Control มาแทนปุ่ม Exposé เดิม ตามการใช้งานใน Mac OS X 10.7 Lion  

ส่วนปุ่มของ Dashboard ได้มีการเปลี่ยนรูปไอคอนเล็กน้อย และที่น่าสนใจก็คือที่ด้านขวาเกือบสุดจะไม่มีปุ่มสำหรับฟังก์ชั่น Eject อีกต่อไป เรียกว่าตัดทิ้งกันไปเลย (เพราะต้องใช้พื้นที่สำหรับปุ่มหรี่ไฟใต้คีย์บอร์ด)

แต่โดยส่วนมากแล้ว ก็ยังคงเดิมเอาไว้อยู่ 

สิ่งหนึ่งเลยที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่น่า สนใจ และ Apple MacBook ควรต้องมีคือ คีย์บอร์ดไฟ backlit หลังจากที่เคยเอาออกไปครั้งหนึ่งในรุ่นก่อนหน้านี้ ในครั้งนี้ Apple ได้นำกลับใส่ไว้ใน MacBook Air (Mid 2011))

ในส่วนของไฟสถานะ caps lock จะเป็นสีเขียว โดยตัวไฟเองก็จะอยู่ภายในปุ่ม

ทัดแพดของ MacBook นั้น ทาง Apple จะเรียกว่า Trackpad ซึ่งมีขนาดที่จัดได้ว่าใหญ่พอสมควร ที่ดูแล้วเหมือนไร้ปุ่มกด แต่จริงๆ แล้วจะมีปุ่มกดคลิกซ้ายคลิกขาวเช่นเดิม โดยใช้งานจริงถือว่าใช้งานได้เป็นอย่างดี ดีกว่าโน้ตบุ๊กทั่วๆ ไปอย่างรู้สึกได้ และที่เหนือกว่านั้นคือสนับสนุนการใช้งานระบบมัลติทัช Gesture ได้อย่างเต็มรูปแบบ ที่ตัวฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเข้ากันได้เป็นอย่างดี

MacBook Air (Mid 2011) ในส่วนของกล้องเว็บแคมทาง Apple จะใช้ชื่อว่า iSight ซึ่งเมื่อพร้อมใช้งานจะมีไฟสีเขียวติดขึ้นมา ที่แสดงถึงสถานะในการเปิดกล้อง โดยมีความละเอียดสูงสุดในการถ่ายภาพที่ 1.3 ล้านพิกเซล และรองรับการถ่ายวีดีโอสูงสุดที่ 640 x 480 พิกเซล คุณภาพจัดได้ว่าเพียงต่อกการใช้งานทั่วไปทีเดียว

สำหรับลำโพงของ  MacBook Air (Mid 2011) จะเป็นแบบ สเตอริโอ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้คีย์บอร์ดอย่างที่ MacBook Pro ใช้วิธีการนี้เช่นกัน เพื่อใช้พิ้นที่ในตัวเครื่องได้อย่างคุ้มค่า เพราะนั้นแล้วถ้าหากเราจะตัวลำโพงของตัวเครื่องจริงๆ คงจะยากหน่อย  คุณภาพเสียงกอยู่ในเกณฑ์ที่เสียงดังใช้ได้ ส่วนไมโครโฟนเป็นแบบเดียวกับ MacBook Pro คือเจาะเป็นช่องเล็กๆ โดยวางซ่อนไว้บริเวณมุมซ้ายบนของคีย์บอร์ด

MacBook Air (Mid 2011) ตัวเครื่องโดยรอบก็จะดูเรียบๆ ตามสไตล์ของ Apple ตามภาพด้านล่างเป็นการเทียบกับ MacBook Pro ที่หลักๆ แล้วช่องเชื่อมต่อต่างๆ จะอยู่ในด้านข้างเครื่อง ในส่วนที่หนาที่สุด

เริ่มจากทางด้านซ้ายของตัวเครื่องจะเป็น MacSafe ที่ชาร์จเอกสิทธิ์ของ Apple โดยเฉพาะ ที่เชื่อได้ว่าใครเคยใช้งานในส่วนนี้แล้วจะชอบในทันที ต่อมาก็เป็นช่อง USB 2.0 และสุดท้ายในด้านนี้ก็คือช่องเสียบหูฟังและไมค์ขนาด 3.5 ม.ม. มาตรฐานปกติทั่วไป

อีกด้านจะเป็นช่องการ์ดรีดเดอร์ที่ใช้งานได้กับ SD Card ที่เป็นการ์ดที่ใช้ในอุปกรณ์อย่างกล้องดิจิตอลเป็นหลัก ถัดมาก็จะเป็นช่อง USB 2.0 ธรรมดาหนึ่ง  

สุดท้ายก็คือ Mini DisplayPort ที่ในเครื่องรุ่นนี้กับช่องเชื่อมต่อ Thunderbolt จะเป็นช่องเดียวกัน โดยรองรับทั้งการแสดงภาพและเสียงออกไปยังหน้าจอต่อภายนอกอย่าง Apple Thunderbolt Display ได้หนึ่งจอ ต่างจาก MacBook Pro ที่สามารถเชื่อมต่อจอได้ถึง 2 หน้าจอด้วยกัน 

อีกทั้งในส่วนของ Thunderbolt สนับสนุนการใช้งานโอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็วถึง 10 Gbps เรียกได้ว่าเป็นระดับความเร็วที่เหนือกว่า USB 3.0 ซะอีก แต่ก็ยังน่าเสียดายอยู่เล็กน้อยที่อุปกรณ์ต่อพวงที่เป็น Thunderbolt นั้น ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร 

ที่หลักๆ แล้วมีส่วนต่างไปจาก MacBook Pro อยู่พอสมควร นอกเหนือจากไดร์ฟ DVD ที่ถูกตัดไปแล้ว ก็จะมีในเรื่องไฟสถานะเครื่องที่ MacBook Air (Mid 2011) ไม่มี

ต่อมาก็จะเป็นปุ่มเช็คแบตเตอรี่ที่ถูกตัดออกไปเช่นกัน

และสุดท้ายก็จะเป็นตัวล็อค kensington ที่ในตัวของ MacBook Air (Mid 2011) ก็ได้เอาออกไป

 

ด้านล่างตัวเครื่องของ MacBook Air (Mid 2011) จะมาในแนวที่เรียบๆ โดยจะเป็นฝาปิดอะลูมิเนียมแบบชิ้นเดียวทั้งแผ่น ซึ่งตามภาพด้านล่างจะเป็นการเปรียบเทียบกับ MacBook Pro ที่อยู่ทางด้านขวา ที่โดยรวมแล้วในด้านของการดีไซน์ แทบจะไม่แตกต่างกันเลย แต่มีส่วนที่ไม่เหมือนกันเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตรงที่หัวน็อตจะเป็นคนละแบบกัน

 ส่วนทั้งสี่มุมของตัวเครื่อง จะเป็นตัวรองพลาสติกสีดำ ไว้ทำหน้าที่ยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นจากพื้น

มีรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับ S/N ของตัวเครื่อง MacBook Air (Mid 2011) 

 

ด้านหน้าตรงกลางจะมีการเว้นช่องเอาไว้อย่างสวยงาม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเปิดหน้าจอ 

ระบบระบายความร้อนได้ถูกซ่อนไว้บริเวณข้อพับของหน้าจอ ตามแนวทางการออกแบบเหมือนกับ MacBook Pro ไม่แตกต่างกัน 

MacBook Air (Mid 2011) แบตเตอรี่เป็นแบบติดตั้งภายในไม่สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ ซึ่งภายในประกอบไปด้วยแบตเตอรี่จำนวน 4 ก้อนใหญ่ๆ ความจุ 6632 mAh ที่ถือได้ว่าสเปกของแบตเตอรี่เองก็อึดอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่ามากกว่าพอสมควร โดยสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานสูงสุดถึง 7 ชั่วโมงด้วยสำหรับขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว และสามารถอยู่ในสถานะสแตนด์บายได้นานถึง 30 วันด้วยกัน

ที่ตามในภาพจะเห็นว่าในตัว MacBook Air (Mid 2011) เองจะสามารถเช็คดูสถานะสุขภาพของแบตเตอรี่ได้ รวมไปถึงรอบชาร์จด้วย ผ่านทางซอฟต์แวร์ในตัวเครื่อง

ถัดมากับหัวชาร์จที่ Apple เรียกว่า MacSafe โดยมีลักษณะพิเศษคือ เป็นแม่เหล็กดูดติดกับเครื่อง เรียกได้ว่ามีความปลอดภัยในการใช้งานสูงหากเราไม่สะดุดสายไฟ ตัวเครื่องก็จะไม่ตกลงมา โดย MacSafe เป็นสิทธิบัตรของ Apple เพียงราย ฉะนั้นแล้วเราจะเห็นที่ชาร์จแบบนี้ได้ ก็จะมีเพียง MacBook เท่านั้น

ซึ่งเมื่ออยู่ในสถานะที่เชื่อมต่อกับปลั๊กไฟเรียบร้อยแล้วก็จะมีไฟแสดงขึ้นมา โดยสีส้มคือกำลังชาร์จและสีเขียวคือชาร์จเต็มแล้ว 

 ส่วนของตัวอแดปเตอร์เองสามารถถอดเปลี่ยนหัวปลั๊กได้ ตามลักษณะการใช้งาน ว่าจะใช้สายยาวหรือแบบหัวปล้๊กไฟติดอยู่กับอแดปเตอร์เลย  

ที่โดยส่วนตัวขอแนะนำให้ใช้เป็นแบบสายยาว เพราะจะเป็นปลั๊กไฟแบบ 3 ขา คือมีสายดินอยู่ด้วย ป้องกันการโดนไฟดูดจากตัวเครื่องอะลูนิเมียมของ MacBook Air เองด้วย

แน่นอนว่า MacBook Air (Mid 2011) จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Mac OS X ใหม่ล่าสุด ที่เป็นเวอร์ชั่น 10.7 Lion ที่มีคุณสมบัติต่างๆ มากมาย ที่ถ้าใครเคยใช้แต่ระบบปฏิบัติการ Windows มา เมื่อมาใช้ Mac แรกๆ อาจจะงงๆ บ้าง แต่เชื่อได้ว่าถ้าได้ใช้จริงจังแล้วจะติดใจจนไม่กลับไปใช้ Windows ก็เป็นไปได้ โดยหลักๆ นี้จะขอแนะนำคุณสมบัติใหม่ๆ ที่มีอยู่ใน Mac OS X 10.7 Lion กันนะครับ

ขอเริ่มด้วยสามารถชูโรงของ Lion กัน Mission Control ที่เป็นการรวมการทำงานของระบบ Exposé และ Dashboard เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเราสามารถใช้ Mission Control ในการดูว่าเราเปิดโปรแกรมอะไรอยู่บ้าง หรือจะเอาไว้ดูว่าเปิด Finder อะไรค้างใว้กี่หน้าต่างก็ทำได้ เมื่อใช้งาน Mission Control ก็จะเป็นบรรดาโปรแกรมที่กำลังทำงานแบบเต็มหน้าจออยู่ รวมไปถึง สามารถเข้าถึงส่วนของ Dashboard ได้จากที่นี่เลยด้วย ซึ่งหน้าตารวมๆ แล้วก็สวยและล้ำใช้เล่น

ถัดมาเป็น Launchpad กับคุณสมบัติและหน้าตาการทำงานที่ถอดแบบมาจาก iOS เรียกได้ว่าเป็นการจำลองหน้าจอจัดเรียงไอคอนทั้งหมดในเครื่อง ลักษณะจะเหมือนกับ iOS แต่เราสามารถเลื่อนหน้าจอไปหน้าอื่นๆ ได้ และสามารถจัดวางส่วนของโฟลเดอร์ต่างๆ ได้เหมือนบน iOS เลย ใครที่ใช้ iPhone และ iPad มาแล้วบ้าง เชื่อได้ว่าสามารถใช้กับ Mac OS X 10.7 Lion ได้อย่างสบายๆ เลยทีเดียว

นอกเหนือจากนั้นยังมีชุดโปรแกรม i Life ’11ชุดซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาให้ในการใช้งานดูภาพแต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอ รวมไปถึงในการทำเพลงแต่เพลงอีกด้วย โดยประกอบไปด้วยโปรแกรม iPhoto, iMovie และ GarageBand เวอร์ชั่นล่าสุด ที่ขอบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องหาโปรแกรมอื่นๆ มาติดตั้งเพื่อใช้งานลักษณะแบบนี้เลย เพราะตัวของ ชุดโปรแกรม i Life’11 สามารถทำได้ดีอยู่แล้ว 

 

จอภาพของ MacBook Air (Mid 2011) ไม่ได้มีการระบุว่าเป็นหน้าจอพาเนลแบบ IPS แต่อย่างใด รวมไปถึงในส่วนของ MacBook Pro เช่นกัน แตกต่างจาก iMac ที่เป็นจอแบบ IPS จริงๆ ดังนั้นอาจจะพบปัญหาสีสันไม่ตรง รวมถึงไปมุมมองหน้าจอที่น่าจะแคบกว่า เมื่อเทียบกับจอ IPS แบบแท้ๆ ได้ 

 

ทาง Apple เลือกที่จะใช้จอภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้นกว่าปกติเพื่อให้รองรับการแสดงผล มาตรฐาน 720p โดยขนาดจอ 11 นิ้วมีความละเอียดสูงสุด 1366 × 768 และขนาดจอ 13 นิ้วมีความละเอียดสูงสุด 1440 × 900 ซึ่งเท่ากับจอของ MacBook Pro 15 นิ้ว ทำให้เราพอจะเห็นแนวทางว่าต่อไปความละเอียดของจอภาพ MacBook Pro น่าจะเพิ่มขึ้น

ที่ต้องบอกว่ารู้สึกดีมากๆ เมื่อได้ใช้งานหน้าจอ 13.3 นิ้ว ในความละเอียด 1440 x 900 พิกเซล เพราะมีพื้นที่ในการใช้งานมากกว่า MacBook Pro ที่โดยส่วนตัวใช้เองอยู่ ตัวอักษรตามหน้าเว็บก็จัดได้ว่ายังไม่เล็กจนเกินไปนัก อ่านได้สบายๆ ไม่ปวดตา ไม่ต้องเพ่ง

ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่า MacBook Air (Mid 2011) นั้น ไม่ได้ใช้พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS แต่อย่างใด แต่จากการทดสอบการคาลิเบต ก็ถือได้ว่า MacBook Air ยังได้เลือกใช้เป็นพาเนลคุณภาพสูง สูงกว่าโน้ตบุ๊กค่ายอื่นๆ อย่างแน่นอนในราคาค่าตัวที่เท่าๆ กัน โดยจะเห็นว่ามีเพียงอุณภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น หลังจากการคาลิเบต

ภาพด้านบนก่อนคาลิเบต – ภาพด้านล่างคาลิเบตแล้ว

ด้าน การทดสอบประสิทธิภาพหรือวัดผล Benchmark นั้น ต้องขอบอกก่อนว่า Apple MacBook เองไม่ได้มีโปรแกรมหรือตัวทดสอบที่มากมาย ทำให้หลักๆ แล้ว หากจะวัดเป็นตัวเลขจะเป็นการทดสอบจากโปรแกรม Geekbench ที่ MacBook Air ตัวก่อนหน้านี้ ได้คะแนนไปเพียง สองพันกลางๆ เท่านั้น ซึ่งในส่วนของการทดสอบกับ MacBook Air (Mid 2011) เห็นได้ว่าคะแนนพุ่งสูงขึ้นมาเป็น 2 เท่าเลยทีเดียว โดยผลก็น่าจะมาจากการที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i ครับ

แน่นอนว่าจากการทดสอบโปรแกรมต่างๆ แบบใช้งานจริงๆ MacBook Air (Mid 2011) ก็สามารถตอบสนองการทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงให้เห็นเลย อาทิเช่นเปิดใช้งานโปรแกรมที่กินทรัพยากรหนักๆ อย่าง Aperture ที่เรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมแต่งภาพถ่ายระดับมืออาชีพ ซึ่งมีผลให้โปรแกรมนี้ใช้ทรัพยากรของเครื่องที่มากพอสมควรในการประมวลผลภาพ ที่มีการใช้งานอยู่ตลอดเวลา

 

นอก เหนือจากนั้นได้มีการทดสอบการใช้คุณสมบัติ AirDrop ที่อาศัยการเชื่อมค่อ Wi-Fi ในวงเดียวกัน โดยคุณสมบัตินี้จะมีแต่ Mac รุ่นใหม่ๆ เท่านั้น โดยจะทำหน้าที่เป็นตัวโอนถ่ายไฟล์ระหว่างเครื่องสองเครื่อง ซึ่ง AirDrop นั้น เราไม่จำเป็นต้องตั้งค่าอะไรในเครื่องเลย เพียงแค่ไปที่เมนู AirDrop ของ Mac ทั้งสองเครื่อง จากนั้นก็เลือกไฟล์แล้วลากไปยังเครื่องในวงเครือข่ายเดียวกันได้ทันที เรียกได้ว่าง่าย สะดวกสบายมากๆ ครับ

หรือถ้าใครไม่สะดวกที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Mac OS X หรือยังมีความจำเป็นต้องใช้ Windows อยู่บ้าง ตัวของ MacBook Air (Mid 2011) ก็สามารถติดตั้ง Windows ได้ อาศัยผ่านทางคุณสมบัติ Boot Camp ที่อาจจะลำบากนิดหน่อยคือต้องหาไดร์ฟ DVD มาเพื่อใช้แผ่นในการลง หรือถ้าใครมีแฟลชไดร์ฟที่ไว้ใช้ติดตั้ง Windows อยู่แล้วก็สามารถใช้งานได้ทันที สำหรับวิธีการและขั้นตอนนั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ 

MacBook Air 13 (Mid 2011)  : นับตั้งแต่  Apple  ได้มีการเปิดตัว MacBook Air เครื่องแรก ก็เรียกได้ว่าเป็นการพลิกโฉมวงการคอมพิวเตอร์ทีเดียว กับการมาของโน้ตบุ๊กสุดบางที่ในตอนนี้มาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 5 (รุ่นปัจจุบัน) ที่ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ เรียกได้ว่าเป็นการลบจุดด้อยของ MacBook Air ที่มีข้อจำกัดเรื่องนี้มาโดยตลอดทีเดียว

ที่ในตัวทดสอบที่เราได้มานั้นเป็น MacBook Air (Mid 2011) ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 900 พิกเซล พร้อมชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5 2557M ความเร็ว 1.7GHz  อีกทั้งยังอัพไปได้ถึง 2.7GHz ทีเดียว แรมแบบถอดเปลี่ยนเองไม่ได้ติดเครื่องมาให้จำนวน 4GB ที่เพียงพอต่อการใช้งานสบายๆ รวมไปถึงยังมีฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ความเร็วสูง แน่นอนว่าส่งผลให้ในด้านสเปกของเครื่องนั้นหายห่วงเรื่องประสิทธิภาพการทำ งาน อีกทั้งยังมีระบบปฏิบัติการ Mac OS X เองอยู่แล้ว ทำให้มีการเข้ากันทั้งส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้เป็นอย่างดี มีความสเถียรแบบไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะแฮงค์หรือค้าง แบบที่เจอในโน้ตบุ๊ก Windows ทั่วไป พูดง่ายๆ คือให้ประสบการณ์ในการใช้งานจริงๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้านงานประกอบของ Apple หลายๆ คนคงทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่ามีความสมบูรณ์แค่ไหน รวมไปถึงวัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบก็จัดได้ว่าเป็นชั้นดีทั้งสิ้น จวบจนการดีไซน์ออกแบบของตัวเครื่อง MacBook Air นั้น เชื่อได้ว่าทุกคนที่ได้เห็นต้องชอบมันอย่างแน่นอน ด้วยการเน้นแนวทางการอกแบบที่ดูเรียบๆ แต่หรูหรา ยิ่งมีในส่วนของฝาหลังรูป Apple มีแสงแล้ว ยิ่งทำให้น่าจับจองมาใช้งานเพิ่มขึ้นไปอีก รวมไปถึงความบางและน้ำหนักที่น้อย ทำให้สะดวกในการพกพากว่าโน้ตบุ๊กธรรมดาทั่วไป อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานสูงสุดถึง 7 ชั่วโมงด้วยกัน

นอกเหนือจากนั้นตัวคีย์บอร์ดเองก็มีไฟ backlit ทำให้เพิ่มความสะดวกในการใช้งานที่มีแสงน้อยยิ่งขึ้น เรื่องของสัมผัส Trackpad และคีย์บอร์ดก็ให้ความรู้สึกที่ดีในการใช้งานแบบรู้สึกได้ไม่ยาก เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กตัวอื่นๆ อีกทั้งยังมีช่องเชื่อมต่อความเร็วสูงอย่าง Thunderbolt และ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.0 ที่มีเอาไว้เผื่อใช้ในอนาคต

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะดูเป็นโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งที่ดูสมบูรณ์แบบใน เรื่องของความบาง น้ำหนัก การพกพา ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ แต่ก็ยังมีข้อสังเกตเรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อที่มีอยู่อย่างจำกัด สำหรับในส่วนของไดร์ฟ DVD อันนี้พอเข้าใจเรื่องความบางของเครื่อง แต่ที่น่าเสียดายมากๆ คือไม่มีพอร์ต USB 3.0 ติดตั้งมาให้ ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่มีนัยยะของ Apple ก็เป็นไปได้ และในด้านกราฟิกก็คงต้องยอบรับว่าไม่สามารถใช้งาน 3มิติได้อย่างเต็มที่ เพราะด้วยความเป็น Intel HD Graphics 3000 หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ การ์ดจอออนบอร์ดของ Intel ซึ่งคงจะไปหวังอะไรในเรื่องของเล่นเกมกราฟฟิกดีๆ ไม่ได้นัก

ปิดท้ายสำหรับใครที่สนใจจะซื้อโน้ตบุ๊กบางๆ เบาๆ แบบไม่เกี่ยงราคาแล้วนั้น บอกได้เลยว่าให้เลือกเป็น MacBook Air (Mid 2011) เป็นตัวเลือกแรกครับ ซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows โดยขอแนะนำว่าให้เลือกรุ่นเป็นขนาด 13  นิ้วตัวล่างราคา 42,900 บาท หรือถ้าอยากได้จอเล็กลงหน่อยก็เลือกเป็น 11 นิ้วตัวบนครับ เพราะถ้า 2 รุ่นจัดว่าเป็นรุ่นที่คุ้มค่าคุ้มราคากับสเปกที่สุดแล้ว ซึ่งเราสามารถใช้เป็นเครื่องหลักในการทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่าง สบายๆ ส่วนถ้าใครต้องการความแรงแบบสุดๆ ก็แนะนำให้เลือกเป็นตัว Intel Core i7 ที่ต้องสั่งผ่านเว็บไซต์ Apple Store Thailand อย่างเดียวเท่านั้นครับ

หรือไม่ถ้าคิดว่าไม่อยากใช้ Mac OS X หรือไม่อยากติดตั้ง Windows ใน MacBook Air (Mid 2011) รวมไปถึงกรณีงบประมาณไม่ถึงจริงๆ แล้วล่ะก็ ลองดูเป็น Ultrabook จากค่ายผู้ผลิตโน้ตบุ๊กอื่นๆ ได้นะครับ แต่ยังไงก็ขอบอกก่อนว่าคุณภาพและประสบการณการใช้งานโดยรวมยังไงก็ยังสู้ Apple MacBook Air ไม่ได้ครับ อันนี้เชื่อไม่เชื่ออย่างไรลองไปจับเล่นกันดูได้

 NBS Link : http://notebookspec.com/notebook/4013-Apple-MacBookAir-13.3-inch-MC965TH:A.html

จุดเด่น

  • มีประสิทธิภาพในการใช้งานได้เป็นอย่างดี มีความสเถียรสูง
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep  และเชื่อมต่อไวเลสได้อย่างรวดเร็ว
  • ใช้วัสดุชั้นดีอย่างอะลูมิเนียมแบบ Unibody ตัวเครื่องแข็งแรง งานประกอบดีเยี่ยม
  • มีช่องเชื่อมต่อความเร็วสูง Thunderbolt และ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.0
  • จอภาพคุณภาพดี มีความละเอียดสูง มุมมองกว้าง สีสันค่อนข้างตรง
  • ระบบปฏิบัติการ Mac OS X 10.7 Lion
  • มี Trackpad ในการควบคุมใช้งานดีเยี่ยม
  • ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 6 -7 ชั่วโมง 

ข้อสังเกตุ

  • มีราคสูงกว่าแบรนด์อื่นๆ ที่สเปกเทียบเท่ากัน 
  • ไม่มีพอร์ต USB 3.0
  • พอร์ตการเชื่อมต่อน้อยกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไป
  • ไม่สามารถอัพเกรดอุปกรณ์ภายในเองได้
  • ไม่มีไดร์ฟ DVD และการ์ดจอเป็นเพียงออนบอร์ด

 

26 AWARD

27 AWARD2

 

โดย MacBook Air (Mid 2011) สามารถผ่านการทดสอบมาได้ตามระดับคะแนนเลยครับ

  • 5/5 –การออกแบบ (Design)
  • 3/5 –ความคุ้มค่า (Value)
  • 5/5 –ประสิทธิภาพ (Performance)
  • 5/5 –ความสะดวกในการพกพา (Mobility)
  • 5/5 –ความคงทนแข็งแรง (Durability)
  • 2/5 –การเล่นเกม (Gaming)

รวม 25  คะแนน

เว็บไซต์ Notebookspec.com จึงขอมอบรางวัล Gold ให้แก่ MacBook Air 13 (Mid 2011)

ขอขอบคุณ Apple Thailand สำหรับเครื่องทดสอบนี้ครับ

ที่มา : www.notebookspec.com

ทำความรู้จัก Apps “กันกวน” โปรแกรมตัดรำคาญเบอร์โทร หรือ ข้อความ โฆษณากวนใจ จาก กสทช.

ทำความรู้จัก Apps “กันกวน” โปรแกรมตัดรำคาญเบอร์โทร หรือ ข้อความ โฆษณากวนใจ จาก กสทช.

รีวิว Sony Xperia XA1 Ultra การกลับมาของมือถือจอใหญ่ดีทั้งตัว...ราคาก็เช่นกัน

รีวิว Sony Xperia XA1 Ultra การกลับมาของมือถือจอใหญ่ดีทั้งตัว...ราคาก็เช่นกัน

Thai weather แม่นยำ กระชับ ฉับไว ด้วยแอปบอกสภาพอากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา

Thai weather แม่นยำ กระชับ ฉับไว ด้วยแอปบอกสภาพอากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา

รีวิว Plantronics BackBeat 105 หูฟังไร้สายตัวเล็ก ติดตัวง่าย

รีวิว Plantronics BackBeat 105 หูฟังไร้สายตัวเล็ก ติดตัวง่าย

เตรียมความพร้อม ฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกด้วยแอป Lingokids

เตรียมความพร้อม ฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกด้วยแอป Lingokids

รีวิว Nokia 5 การกลับมาบนโลก Android ของโนเกีย

รีวิว Nokia 5 การกลับมาบนโลก Android ของโนเกีย

รีวิว Samsung Galaxy J7 Pro เพิ่มฟีเจอร์อัดหนักในราคาหมื่นต้น

รีวิว Samsung Galaxy J7 Pro เพิ่มฟีเจอร์อัดหนักในราคาหมื่นต้น

รีวิว Nokia 3 มือถือโนเกียยุคใหม่ที่คงเอกลักษณ์เดิมแต่ราคาเอื้อมถึง

รีวิว Nokia 3 มือถือโนเกียยุคใหม่ที่คงเอกลักษณ์เดิมแต่ราคาเอื้อมถึง

รีวิว WD My Passport SSD หน่วยความจำจิ๋ว ที่แรงจนรุ่นใหญ่ตกใจ

รีวิว WD My Passport SSD หน่วยความจำจิ๋ว ที่แรงจนรุ่นใหญ่ตกใจ

พรีวิว Jabra Evolve 75 หูฟังสำหรับธุรกิจที่ครบทั้งเสียงดี และความเงียบ

พรีวิว Jabra Evolve 75 หูฟังสำหรับธุรกิจที่ครบทั้งเสียงดี และความเงียบ

พรีวิว Ninebot 2 รุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยการทรงตัวสุดฉลาด

พรีวิว Ninebot 2 รุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยการทรงตัวสุดฉลาด

รีวิว Nubia Z17 Mini เครื่องเล็กแต่สเปคดีจนเครื่องใหญ่ต้องหันมอง

รีวิว Nubia Z17 Mini เครื่องเล็กแต่สเปคดีจนเครื่องใหญ่ต้องหันมอง

รีวิว HP Spectre X360 (With Pen) Ultrabook ปรับเปลี่ยนรูปร่าง เพิ่มความสามารถด้วยปากกา

รีวิว HP Spectre X360 (With Pen) Ultrabook ปรับเปลี่ยนรูปร่าง เพิ่มความสามารถด้วยปากกา

พรีวิว Moto Z2 Play มือถือเพียวบางกับความสามารถเหลือล้น

พรีวิว Moto Z2 Play มือถือเพียวบางกับความสามารถเหลือล้น

รีวิว Wiko U Pulse มือถือระดับกลางลูกเล่นพร้อมใช้ สีเครื่องจัดจ้าน

รีวิว Wiko U Pulse มือถือระดับกลางลูกเล่นพร้อมใช้ สีเครื่องจัดจ้าน

ลองสั้น ๆ กับ Lenovo Legion คอมพิวเตอร์เล่นเกมรุ่นใหม่สเปคเทพขึ้นมาก

ลองสั้น ๆ กับ Lenovo Legion คอมพิวเตอร์เล่นเกมรุ่นใหม่สเปคเทพขึ้นมาก

รีวิว Moto C มือถือราคาไม่เกิน 4,000 บาท ที่เน้นความครบกับความไว้ใจได้

รีวิว Moto C มือถือราคาไม่เกิน 4,000 บาท ที่เน้นความครบกับความไว้ใจได้

รีวิว Dell XPS 13 2 in 1 คอมพิวเตอร์พกพา สวยจนได้รางวัล และสเปคเทพ

รีวิว Dell XPS 13 2 in 1 คอมพิวเตอร์พกพา สวยจนได้รางวัล และสเปคเทพ

รีวิว HTC U11 ความหวังสำคัญของมือถือเรือธงจากผู้ผลิต Smart Phone ชื่อดัง

รีวิว HTC U11 ความหวังสำคัญของมือถือเรือธงจากผู้ผลิต Smart Phone ชื่อดัง

[รีวิว] AirPods หูฟังไร้สายจาก แอปเปิล ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเกินคาด

[รีวิว] AirPods หูฟังไร้สายจาก แอปเปิล ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเกินคาด

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์