คู่มือการเลือกซื้อ มือถือ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2555

คู่มือการเลือกซื้อ มือถือ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2555

คู่มือการเลือกซื้อ มือถือ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2555

thaimobilecenter

สนับสนุนเนื้อหา

คู่มือการเลือกซื้อ มือถือ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2555

เกริ่นนำถึงที่มาที่ไปของคู่มือการเลือกซื้อ มือถือ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์

ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบสวัสดีปีใหม่สมาชิกเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์ และบรรดาผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกท่าน เมื่อขึ้นปีใหม่ ปีงูใหญ่ พ.ศ. 2555 นี้แน่นอนว่าหลายๆ ท่านก็คงจะสรรค์หาของขวัญให้กับตนเอง คนพิเศษ หรือคนที่ท่านรักเพื่อต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้ ซึ่งหนึ่งในของขวัญที่น่าจะประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับก็คือบรรดาอุปกรณ์ไอที หรือสินค้าไฮเทคต่างๆ โดยเฉพาะ โทรศัพท์มือถือ นั้นถือว่าได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยราคาค่าตัวที่นับวันมีแต่จะถูกลง ในขณะที่ความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ สมาร์ทโฟน รุ่นต่างๆ นั้น หากเป็นเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยค่าตัวหลักหมื่น แต่ในยุคนี้ กำเงินไปเพียงไม่กี่พันบาท ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของ สมาร์ทโฟน ดีๆ ได้แบบสบายๆ

แต่อย่างไรก็ดี เงินทองก็ใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ ผู้ซื้อก็จำเป็นที่จะต้องเลือกซื้อสิ่งที่คุ้มค่า และเหมาะกับตนเองให้มากที่สุด หากเป็น โทรศัพท์มือถือ ก็ต้องเป็น โทรศัพท์มือถือ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงมีค่าตัวที่ไม่เกินงบที่ตั้งไว้ ดังนั้นการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ ในปี 2555 นี้ ก็ต้องพิจารณาให้ดีก่อนจะตัดสินใจซื้อเช่นเดียวกัน และในฐานะที่เว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์ของเราก็อยู่คู่กับผู้ซื้อมือถือมาอย่างยาวนาน มีบทความการเลือกซื้อมือถือ สเปคมือถือ และ ราคามือถือ ให้ติดตามกันมาโดยตลอด ในต้นปี 2555 นี้ก็เห็นควรที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้เลือกซื้อมือถือ เสมือนเป็นสมุดคู่มือที่ผู้เลือกซื้อมือถือทุกท่านสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ทุกเวลา ในขณะที่ท่านกำลังเดินเลือกซื้อมือถืออยู่นั่นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่มือนี้ก็ไปประจวบเหมาะกับช่วงเวลาของมหกรรมมือถือครั้งใหญ่ประจำต้นปีอย่างงาน Thailand Mobile Expo 2012 ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 26-29 มกราคม 2555 พอดิบพอดี เรียกได้ว่าสามารถนำคู่มือนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทันท่วงที

แนะนำระบบปฏิบัติการ และ สมาร์ทโฟน Android OS มีอะไรใหม่ให้ลิ้มลองในปีนี้

ก่อนที่จะเข้าประเด็นในเรื่องของการเลือกซื้อมือถือ ก็ขอมาแนะนำ และอัพเดทความเคลื่อนไหวของตัวระบบปฏิบัติการตัวเด่นบนมือถือกันก่อน เพราะต้องยอมรับว่าประเภทของ โทรศัพท์มือถือ ที่ได้รับความนิยมกันมากที่สุดในปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้น โทรศัพท์มือถือ ที่เรียกว่า สมาร์ทโฟน นั่นเอง ด้วยการใช้งานที่หลากหลายยืดหยุ่น และมีราคาค่าตัวที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนอย่างมาก จนแทบจะทำให้ ฟีเจอร์โฟน นั้นหายไปจากตลาดเลยทีเดียว โดยระบบปฏิบัติการแรกที่ต้องพูดถึงก็คือ ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ (Android OS) จากค่ายกูเกิล (Google) ซึ่งใน 1-2 ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าตีคู่มากับระบบปฏิบัติการยอดนิยมอย่าง iOS จากค่ายแอปเปิ้ล (Apple) มาโดยตลอด หากพูดกันเฉพาะในเรื่องของยอดขาย หรือส่วนแบ่งทางการตลาด ก็ต้องบอกว่า นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ นั้นทำยอดขายได้ดีกว่า สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ iOS และหากนับเฉพาะในปี 2555 นี้ ทางบริษัทวิจัยชื่อดังอย่าง Gartner ก็ได้วิเคราะห์ไว้ว่า สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ นั้นจะมีส่วนแบ่งในตลาดรวมของ สมาร์ทโฟน ทั้งหมด เกือบ 50% เลยทีเดียว เรียกได้ว่าครึ่งหนึ่งของ สมาร์ทโฟน ที่ขายได้บนโลกนี้ในปี 2555 นั้นเป็น สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ แต่หากลองนึกดีๆ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดขายเยอะมากมายขนาดนี้ก็เป็นเพราะว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ นั้นมีหลากรุ่น หลากยี่ห้อ แบรนด์ชั้นนำล้วนนำ แอนดรอยด์ ไปใส่ไว้ใน สมาร์ทโฟน ของตัวเอง และทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับ สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ iOS นั้นรู้กันดีว่ามีเพียง iPhone เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแม้จะมีเพียงรุ่นเดียว แต่ก็ทำยอดขายแบบถล่มทลายมาโดยตลอด เรียกได้ว่าออกมาแค่รุ่นเดียวก็กินส่วนแบ่งในตลาด สมาร์ทโฟน ไปไม่น้อย

การวิเคราะห์ตลาด สมาร์ทโฟน ตั้งแต่ปี 2010-2015 โดย Gartner

ในปี 2554 ที่ผ่านมา มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ เปิดตัวออกมาให้เลือกสรรค์กัน หลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายระดับราคา สามารถตอบโจทย์ได้ตั้งแต่ผู้ซื้อที่มีงบประมาณจำกัด งบประมาณระดับกลางๆ ไปจนถึงผู้ซื้อที่มีงบประมาณไม่อั้น หากแบ่งระดับให้ดูกันง่ายๆ สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ราคาประหยัด ที่เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน สมาร์ทโฟน ความเร็วของซีพียูก็จะมีความเร็วที่ต่ำกว่า 1 GHz หน้าจอเล็กๆ เช่น Samsung Galaxy Y, LG Optimus Hub, Motorola Defy หรือ HTC Wildfire S เป็นต้น ส่วน สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่ใช้งานได้ดีขึ้นมาหน่อย อยู่ในระดับกลางๆ ก็ควรจะต้องมีซีพียูความเร็ว 1 GHz เป็นอย่างน้อย และมีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังเป็นซีพียูแบบ Single Core เช่น LG Optimus Black, Sony Ericsson Xperia Arc S, HTC Incredible S หรือ Samsung Galaxy S Plus เป็นต้น และหากเป็นกลุ่มสุดท้ายคือ สมาร์ทโฟน ระดับสูง ก็จะเริ่มกันที่ซีพียูแบบ Dual-Core และมักจะมีหน้าจอที่ใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มที่ทุกรูปแบบ เช่น Samsung Galaxy Nexus, Motorola RAZR, HTC Sensation XE หรือ LG Optimus 3D เป็นต้น และแม้ว่า สมาร์ทโฟน ระดับต่างๆ จะมีประเด็นอื่นๆ ให้พิจารณาอีก เช่น ความละเอียดของกล้องดิจิตอล หรือ คุณสมบัติระดับสูงอื่นๆ แต่หากจะดูกันง่ายๆ ก็ให้ดูกันที่ ซีพียู นั่นเอง

ส่วนในตัวของระบบปฏิบัติการ Android OS เอง ในปีนี้ Android เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich นั้นจะเริ่มเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใหม่ๆ ในปีนี้ มากขึ้น โดยเริ่มมีให้เห็นอย่างเป็นทางการรุ่นแรกก็คือ Samsung Galaxy Nexus นั่นเอง ส่วน สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นเดิมที่ออกมาก่อนหน้านี้ ก็จะมีบางรุ่นที่จะได้รับการอัพเดทเป็น Ice Cream Sandwich เช่นกัน โดยเฉพาะรุ่นที่มีซีพียูแบบ Single Core ความเร็วตั้งแต่ 1 GHz ขึ้นไป แต่ก็ขอให้มีหน่วยความจำ RAM ขนาดใหญ่ซักหน่อยเพื่อความแน่นอน ได้ขนาดซัก 1 GB ไปก็ยิ่งดี ส่วนรุ่นที่มีซีพียูแบบ Dual-Core นั้นแทบทั้งหมดสามารถอัพเดทเป็น Ice Cream Sandwich ได้อย่างแน่นอน ส่วน สมาร์ทโน แอนดรอยด์ ที่มีคุณสมบัติในระดับต่ำกว่าที่กล่าวมา ก็คงลุ้นไม่ขึ้นด้วยข้อจำกัดทางด้านฮาร์ดแวร์นั่นเอง และสำหรับ Android 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich เองนั้นก็น่าจะเป็นเวอร์ชันที่เข้าที่เข้าทางมากพอสมควรแล้ว มีการปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ขึ้นมาก หลังจากที่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก มาจนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมากๆ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะถือว่าเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในด้านของผู้ซื้อนั้น หากเป็นผู้ที่เล่น สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในยุคแรกๆ ก็อาจจะต้องปวดหัวกับการตามอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และไม่แน่อีกว่ารุ่นของตัวเองนั้นจะได้รับการอัพเดทไปได้นานแค่ไหน เพราะในยุคแรกๆ ต้องบอกว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ แต่ละรุ่นนั้นมีอายุที่ค่อนข้างสั้นพอสมควร หากไม่ใช่คนที่ชอบสรรค์หา หรือหัดนั่งอัพรอมนอกอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็มักจะต้องมีการเปลี่ยนมือถือใหม่อยู่เป็นระยะๆ แต่ในปีนี้ก็คงจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะดูๆ ไปแล้ว แอนดรอยด์ ยุคนี้ก็มีความลงตัวมากกว่าแต่ก่อน และมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เจาะลึกฟีเจอร์เด็ดใน แอนดรอยด์ 4.0 (Android 4.0) Ice Cream Sandwich

ไหนๆ เราก็จั่วหัวเรื่องของระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เอาไว้บ้างพอสมควรแล้ว ก่อนที่จะเข้าไปสู่เรื่องของ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นต่างๆ ก็ขอเอาระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชันล่าสุดอย่าง แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 (Android 4.0) หรือ Ice Cream Sandwich มาแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทำความรู้จักกันก่อน เพราะปี 2555 นี้ Ice Cream Sandwich จะเข้ามาเป็นพื้นฐานของระบบปฏิบัติการบน สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใหม่ๆ อีกมากมาย ดังนั้นการเตรียมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Ice Cream Sandwich เอาไว้ล่วงหน้าเสียก่อน ก็น่าจะเป็นเรื่องทีดี โดยในเบื้องต้น เราจะมาทำความรู้จักกับฟีเจอร์ใหม่ๆ เด็ดๆ ใน Ice Cream Sandwich กันก่อนว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เผื่อต่อไปได้มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ 4.0 มาอยู่ในครอบครอง จะได้ใช้งานได้คล่องมือ

ปรับปรุงและพัฒนา User Interface ให้ดีขึ้น

สำหรับ Android 4.0 นั้น User Interface ได้ถูกปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งในเรื่องของการสัมผัส ภาพแอนนิเมชั่น รวมไปถึง ฟ้อนต์แบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับจอแสดงผลความละเอียดสูง ซึ่งทำให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้น และชัดเจนขึ้น

ปุ่มแบบ Virtual button ประกอบด้วยเมนูทั้งหมด 3 ส่วน นั่นคือ Back, Home และ แอพพลิเคชั่นที่เพิ่งถูกใช้งานเมื่อเร็วๆ นี้ (Recent Apps) ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นแบบเต็มหน้าจอ ไฟบนปุ่มทั้ง 3 ปุ่มนี้ จะสลัวลง

การทำงานแบบ Multitasking ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญสำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่ทำให้การใช้งานสะดวกสบายมากขึ้น โดยปุ่ม Recent Apps นั้น ผู้ใช้งานสามารถสลับใช้งานจากแอพพลิเคชั่นหนึ่ง ไปยังอีกแอพพลิเคชั่นหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

ระบบการแจ้งเตือน หรือ Notification ช่วยทำให้คุณไม่พลาดทุกการติดต่อ ทั้งในเรื่องของข้อความที่เข้ามาใหม่, เล่นเพลง, แอพพลิเคชั่นอัพเดทแบบเรียล-ไทม์ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับอุปกรณ์ที่หน้าจอไม่ใหญ่มาก Notification จะปรากฎอยู่ด้านบนของหน้าจอ ในขณะที่อุปกรณ์หน้าจอขนาดใหญ่ จะปรากฎอยู่ตรงส่วนของ System bar

เพิ่มการจัดการโฟลเดอร์ในหน้า Homescreen และ Favorites Tray

ผู้ใช้งานสามารถจัดกลุ่มให้แอพพลิเคชั่นได้ โดยการลากจากแอพพลิเคชั่นหนึ่ง ไปทับอีกแอพพลิเคชั่นหนึ่ง ระบบจะทำการสร้างโฟลเดอร์ให้โดยอัตโนมัติ (คล้าย iOS) โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าไปสร้างโฟลเดอร์เอง และลากไฟล์ใส่ลงโฟลเดอร์เองเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ซึ่งในแต่ละโฟลเดอร์นั้น ผู้ใช้งานสามารถจัดเรียงไอคอนได้ตามใจอีกด้วย

สำหรับอุปกรณ์หน้าจอขนาดเล็ก ที่หน้า Homescreen จะปรากฎ Favorites tray ที่ผู้ใช้งานสามารถลากแอพพลิเคชั่นที่ชื่นชอบ ทั้งในแบบโฟลเดอร์ หรือ shortbuts รวมไปถึงไอเท็มที่ใช้งานบ่อย มาวางไว้ในส่วน Favorites tray เพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าหน้าแอพพลิเคชั่นรวม (Launcher)

Widgets สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้

หน้า Homescreen บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich นั้น ถูกออกแบบให้ผู้ใช้งานได้จัดเรียง และออกแบบได้ตามใจ ซึ่งนอกจากจะสามารถเพิ่ม shortcuts ได้แล้ว ยังสามารถเพิ่ม Live application ได้อีกด้วย นอกจากนี้ Widgets บนหน้า Homescreen นั้น สามารถให้ผู้ใช้งานเข้าเช็คอีเมล, ดูปฏิทิน, เล่นเพลง, ฟังเพลง, เช็คข้อความอัพเดทจากหน้า Social Network อย่าง Facebook และ Twitter และอื่นๆ อีกมากมาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปในหน้า Launcher แต่อย่างใด ซึ่งถ้าหาก Widgets ที่แสดงอยู่นั้น ปรากฎเป็นไอคอนที่เล็กเกินไป สามารถขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้

ทำงานได้มากขึ้น แม้ว่าหน้าจอจะถูกล็อค

ปกติแล้ว สมาร์ทโฟนที่ถูกล็อคหน้าจอ จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าหากไม่ปลดล็อคเสียก่อน แต่บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich นั้น ผู้ใช้งานสามารถใช้งานในส่วนของการถ่ายภาพ และการเช็คข้อความใหม่ ได้จากหน้าล็อคสกรีนโดยตรง นอกจากนี้ ถ้าหากใช้งานในด้านการฟังเพลงอยู่ สามารถเลือกเพลงใหม่ได้บนหน้าล็อคสกรีนอีกด้วย

ตอบสนองต่อสายเรียกเข้าได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อมีสายเรียกเข้าดังขึ้นมา แต่ไม่สะดวกในการรับสาย ณ ตอนนั้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกตอบรับเป็นการส่งข้อความแทนได้ เช่น ประชุมอยู่ เดี๋ยวโทรกลับ พร้อมกับตัดสายในทันที ซึ่งบนหน้าจอขณะมีสายเรียกเข้านั้น จะแสดงอยู่ 3 ส่วน นั่นคือ การรับสาย วางสาย และการส่งข้อความ ในส่วนของการส่งข้อความนั้น ผู้ใช้งานสามารถตั้งข้อความส่วนตัวได้

ยกเลิกการแจ้งเตือน, งานที่ต้องทำ และปิดแท็บบนเบราเซอร์ ได้ด้วยการ Swipe

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich ทำให้การจัดการในส่วนของการแจ้งเตือน, แอพพลิเคชั่นที่เพิ่งถูกเปิด และแท็บบนเบราเซอร์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการ Swipe ถ้าหากไม่ต้องการใช้งาน หรือปิดการใช้งาน

ปรับปรุงในเรื่องการพิมพ์ และระบบการเช็คคำผิด

คีย์บอร์ดแบบ Soft keyboard บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich ได้ปรับปรุงให้ผู้ใช้งานได้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พิมพ์ได้รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำมากกว่าเดิม นอกจากนี้ ระบบยังสามารถแก้ไขคำให้อัตโนมัติ อย่างเช่น การขึ้นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ให้อัตโนมัติ หรือการเว้นวรรคคำ อีกทั้ง ยังแนะนำประโยคหรือคำที่ถูกต้องให้อีกด้วย

ในส่วนของระบบตรวจเช็คคำผิดนั้น ถ้าหากตรวจสอบและพบว่า มีคำใดผิดพลาด ระบบจะขีดเส้นใต้คำนั้นไว้ และระบุคำที่ถูกต้องไว้ ผู้ใช้งานสามารถแท็บที่คำที่ถูกแจ้งว่าผิดนั้น แล้วเลือกคำที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มคำใน Dictionary ได้อีกด้วย

เพิ่มระบบ Voice Input สั่งการด้วยเสียง

ในส่วนของการสั่งงานด้วยเสียงที่น่าสนใจ บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich นั้น ผู้ใช้งานสามารถสั่งให้ระบบพิมพ์ข้อความตามที่เราพูดได้ โดยการแท็บที่รูปไมโครโฟน และพูด จากนั้น ระบบจะทำการพิมพ์ตามคำพูดของเราให้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องพูดทีละประโยค สามารถพูดให้จบได้ภายในครั้งเดียว ระบบจะทำการพิมพ์และแยกประโยคให้เอง และหลังจากที่ระบบได้ทำการพิมพ์เสร็จแล้ว จะมีการแนะนำในส่วนของคำที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ใช้งานได้แก้ไขในภายหลังอีกด้วย

ควบคุมการใช้งานข้อมูล ตามอัตราแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต

ผู้ใช้งาน สามารถตั้งค่าการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จากการเชื่อมต่อแบบ 3G หรือ Edge ได้ โดยสามารถกำหนดได้ว่า แอพพลิเคชั่นแต่ละตัวนั้น สามารถรับข้อมูลได้สูงสุดเท่าไร เพื่อเป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายไปในตัว ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าไปดูข้อมูลการใช้งานทั้งหมดได้จากหน้า Settings

People และโปรไฟล์

People ฟีเจอร์แบบใหม่ที่มาแทนที่ contact ได้ที่มีการปรับปรุงหน้าตาใหม่ โดยการแสดงรูปของผู้ติดต่อไว้ด้านหน้า และเพิ่มข้อมูลให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล อัพเดทสเตตัส รวมไปถึงการเพิ่มปุ่มของการเชื่อมต่อเข้า Social network ได้โดยตรง

Calendar และ Visual Voicemail

ในส่วนนี้ ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้การจัดการนัดหมายต่างๆ สามารถทำได้อย่างราบรื่น โดยในส่วนของปฏิทินนั้น ได้เพิ่มการนัดหมายได้หลายรูปแบบ เช่น ส่วนตัว หรือสำหรับที่ทำงาน ซึ่งง่ายต่อการตรวจสอบว่า เรามีนัดหมายที่ตรงกัน หรือซ้อนกันหรือไม่ นอกจากนี้ ยังเพิ่มในส่วนของสีสันที่ทำให้ดูได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

สำหรับการใช้งานด้าน Visual voicemail นั้น รองรับการใช้งานในเรื่องของข้อความที่เข้ามาใหม่ ไฟล์เสียงต่างๆ และรองรับแอพพลิเคชั่นภายนอก ที่เจ้าของเครื่องสามารถเพิ่มเสียงของตนเองลงไปได้

ปรับปรุงการใช้งานของกล้องถ่ายรูป

ในส่วนของกล้องถ่ายรูปนั้น ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามา นั่นก็คือ การปรับปรุงในเรื่องการโฟกัส, ลดการ lag ขณะชัตเตอร์ และเพิ่มความเร็วในการชัตเตอร์ นอกจากนี้ ยังมีระบบ Stabilized image zoom ที่ช่วยลดการสั่นไหวของภาพ ทั้งในขณะที่ถ่ายรูป และถ่ายภาพเคลื่อนไหว อีกทั้ง ยังสามารถ capture ภาพนิ่ง พร้อมๆ กับการถ่ายภาพวิดีโอในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย

สำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ได้เพิ่มฟีเจอร์ Face detection ที่ช่วยโฟกัสใบหน้าคนให้อัตโนมัติ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานสามารถกำหนดจุดโฟกัสได้เอง โดยการแท็บไปที่ตำแหน่งที่ต้องการจะโฟกัสได้เลยทันที นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich ยังได้เพิ่มการถ่ายภาพแบบพาโนราม่า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการภาพในมุมกว้าง อีกด้วย

หลังจากถ่ายภาพ และวิดีโอเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถอัพโหลดและแชร์ผ่านอีเมล, Bluetooth รวมไปถึงเว็บไซต์ Social Networks ชื่อดังอย่าง Facebook และ Twitter ได้อีกด้วย

Gallery App ออกแบบใหม่ พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่น Photo Editor

ในส่วนของ Gallery app นั้น ได้มีการออกแบบ layout ใหม่ เพื่อให้แสดงอัลบั้มได้มากขึ้น พร้อมกับเพิ่มวิธีการค้นหาอัลบั้ม อันประกอบไปด้วย เวลา, สถานที่, ผู้คน และแท็ก นอกจากนี้ ใน Gallery app ยังได้เพิ่ม Photo editor ที่ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขภาพได้เลยทันที ไม่ว่าจะเป็นการ crop ภาพ, rotate ภาพ, แก้ตาแดง, เพิ่มเอฟเฟกซ์ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังสามารถเลือก Gallery เป็น Widget โชว์บนหน้า Homescreen ได้อีกด้วย

เพิ่มลูกเล่นให้กับการใช้งาน Video Chat บน Google Talk ด้วย Live Effects

เปลี่ยนจากความซ้ำซากจำเจ กับการคุยผ่านวิดีโอแบบเก่าๆ ด้วยการเพิ่มเอฟเฟกซ์ให้กับผู้เล่น กับการใช้งาน Video chat บน Google Talk โดยผู้เล่นสามารถเปลี่ยนแบ็คกราวน์ได้ เปลี่ยนรูปหน้าของตนเองให้เป็นใบหน้าแบบตลกๆ ได้ ด้วยฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า Live Effects เช่น ทำจมูกโต ตาโต ปากใหญ่ เป็นต้น

แชร์ภาพจาก Screenshot

สำหรับการ screenshot ภาพบน Ice Cream Sandwich สามารถทำได้เลยทันทีโดยการกดปุ่มบนตัวเครื่อง ซึ่งภาพดังกล่าวนั้น สามารถนำมาแก้ไข และแบ่งปันได้เลยทันที

ปรับปรุงการใช้งานด้านเว็บเบราเซอร์

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich ได้มีการปรับปรุงหน้าเบราเซอร์ให้เสมือนว่ากำลังใช้งานอยู่บนเวอร์ชั่น Desktop โดยรองรับการซิงค์ การจัดการบุ๊คมาร์คบน Google Chrome อีกทั้งยังสามารถเซฟแบบ Offline reading สำหรับเอาไว้อ่านขณะที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตได้ นอกจากนี้ ยังมีได้มีการแยกแท็บภายในเว็บเบราเซอร์ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและการใช้งาน และรองรับระบบ Pinch-to-Zoom บนหน้าเว็บเพจ เพื่อให้อ่านข้อมูลบนเว็บเบราเซอร์ให้ดียิ่งขึ้น

ปรับปรุงการใช้งานด้านอีเมล

ปรับปรุงทั้งในด้านของการส่ง, การอ่าน และการสร้างอีเมลใหม่ พร้อมเพิ่มระบบค้นหารายชื่ออีเมลที่ต้องการส่งแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าข้อความแบบ Quick response ได้ เพื่อความรวดเร็วในการใช้งาน

Android Beam รองรับการใช้งาน NFC

Android Beam คือ นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายจากการใช้งาน NFC ซึ่งผู้ใช้งาน สามารถแลกเปลี่ยนแอพพลิเคชั่น, รายชื่อผู้ติดต่อ, เพลง, วิดีโอ และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนวิธีการใช้งานนั้น เพียงแค่นำแอนดรอยด์โฟน ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich มาแตะ แล้วกด send เพียงแค่นี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แล้ว

สำหรับการใช้งานในส่วนของการแลกเปลี่ยนแอพพลิเคชั่นผ่าน Android Beam นั้น ทำได้โดยการเลือกลิงค์บน Android Market แล้วส่งไปให้ผู้อื่นได้ดาวน์โหลดต่อ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้งานในส่วนอื่นๆ ได้แก่ การเล่นเกมในรูปแบบของ Multi-player

Face Unlock ปลดล็อคหน้าจอโดยการสแกนใบหน้า

เพิ่มความปลอดภัยให้กับสมาร์ทโฟนมากขึ้น กับฟีเจอร์ ​Face Unlock ที่ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยการสแกนใบหน้า จากระบบการจดจำใบหน้าของเจ้าของเครื่อง ที่มีอยู่บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich นั่นเอง

Wi-Fi Direct และ Bluetooth HDP

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich รองรับเทคโนโลยี Wi-Fi Direct ที่สามารถส่งไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชั่น Wi-Fi Direct ได้ แม้ว่าในขณะนั้นจะไม่มีสัญญาณ Wi-Fi ก็ตาม ส่วนการใช้งาน Bluetooth HDP นั้น จะเป็นการเชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth กับอุปกรณ์ทางการแพทย์, เซนเซอร์ในโรงพยาบาล, ศูนย์ฟิสเนต, บ้าน และสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย

ก็ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องกันไปก่อนที่จะเข้าเรื่องการเลือกซื้อ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ เรียกได้ว่าเยอะแยะมากมายจริงๆ สำหรับฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่พบได้ใน ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich แต่ละฟีเจอร์ล้วนน่าสนใจและมีประโยชน์ในการใช้งานทั้งสิ้น แม้ว่าตอนนี้จะมีให้เลือกใช้อยู่เพียงรุ่นเดียวคือ Samsung Galaxy Nexus แต่เร็วๆ นี้จะมีให้เลือกใช้กันหลายรุ่น หลายยี่ห้อ อย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเริ่มมาดูกันแล้วว่าแต่ละระดับราคานั้น มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใด ยี่ห้อใด ที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง

 

สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นแนะนำ ในงบประมาณไม่เกิน 10,000 บาท เริ่มต้นใช้งาน กับ แอนดรอยด์ ที่ให้มาครบๆ ด้วยงบประมาณที่น่าพอใจ

สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในงบประมาณไม่เกิน 10,000 บาท หรือบวกลบนิดหน่อยนั้นก็มีตัวเลือกให้ลังเลใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สำหรับราคาประมาณนี้ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ จาก Sony Ericsson นั้นเข้าชิงมากรุ่นเป็นพิเศษ เรียกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ที่ผ่านมาจนถึงต้นปี 2555 นั้น สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ จาก Sony Ericsson ได้ใจผู้ซื้อที่มีงบประมาณในระดับนี้ไปอย่างมาก จนบางรุ่นนั้นขาดตลาดไปเลยก็ว่าได้ ส่วนคุณสมบัติของ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในระดับราคานี้นั้น ก็ถือว่าดีพอตัว หากไม่ต้องการคุณสมบัติเลิศหรูจนเกินไปนัก ก็สามารถรองรับกับการใช้งานทุกรูปแบบได้อย่างสบายๆ โดยมีซีพียูในระดับ 1 GHz เป็นมาตรฐาน พร้อมกับจีพียูที่เร็วแรงในระดับที่น่าพอใจ หน่วยความจำ RAM ที่ให้มาอย่างต่ำ 512 MB ซึ่งหากไม่ได้ใช้งานหนักหนาสาหัสจนเกินไป ก็สามารถรองรับได้อย่างสบายๆ หน้าจอที่มีความละเอียดสูงระดับ WVGA หรือ 800x480 ขึ้นไป ส่วนกล้องดิจิตอลนั้นก็มีมาให้อย่างต่ำ 5 ล้านพิกเซล พร้อมกับการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 720p ส่วนเรื่องขนาดของหน้าจอนั้น ก็อาจจะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็ไม่ได้เล็กจนเกินไป

Sony Ericsson Xperia Neo V (ราคาศูนย์ 9,490 บาท)
http://www.thaimobilecenter.com/spec/Sony_Ericsson_Xperia_Neo_V.asp

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ที่ผ่านมา หากถามว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใดที่คุ้มค่าที่สุด เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงจะนึกถึง Sony Ericsson Xperia Neo V รุ่นนี้เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน เหตุผลหลักๆ ก็คงเป็นเพราะว่าด้วยราคาค่าตัวแค่ไม่ถึงหมื่นของ Xperia Neo V กลับได้คุณสมบัติ และความสามารถต่างๆ ที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการมาครบแทบทุกอย่าง ตั้งแต่การออกแบบดีไซน์ที่สวยหรูตามสไตล์ของ โซนี่-อีริคสัน โดยเฉพาะตัวเครื่องสีขาวนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ไปจนถึงคุณสมบัติที่ใส่มาให้เต็มๆ แทบทุกองค์ประกอบ กระแสความแรงของรุ่นนี้ชัดเจนมากขึ้นด้วยคำตัดพ้อของผู้ซื้อหลายๆ รายว่าไม่สามารถหาซื้อได้เนื่องจากสินค้าขาดตลาด สำหรับ Xperia Neo V นั้นก็มาพร้อมกับซีพียู Scorpion ความเร็ว 1 GHz จีพียู Adreno 205 ซึ่งด้วย 2 องค์ประกอบนี้ก็ทำให้สามารถใช้งานได้ลื่นไหล ทั้งการเล่นเกม 2 มิติ หรือ 3 มิติ กราฟฟิคหนักๆ ก็พอไหว หน้าจอแสดงผลขนาด 3.7 นิ้ว แบบ LED-backlit LCD ความละเอียด 854x480 พิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Sony Mobile BRAVIA Engine ที่ช่วยให้การแสดงผลมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และที่น่าสนใจก็คือ Xperia Neo V นั้นรองรับการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกผ่านทางสาย HDMI อีกด้วย นับว่าสะดวกมากๆ ส่วนหน่วยความจำ รอม และ แรม นั้นจะมีมาให้ 1 GB (เหลือให้ใช้จริง 320 MB) และ 512 MB ตามลำดับ ซึ่งหน่วยความจำ รอม ที่เหลือจริงอาจจะน้อยไปซักหน่อย การใช้งานก็อาจจะต้องมีการประหยัดพื้นที่กันบ้าง หรือไม่ก็เน้นเก็บไว้ในการ์ดหน่วยความจำ microSD ส่วนระบบปฏิบัติการก็เป็นเวอร์ชันใหม่คือ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.4 และมีข่าวดียิ่งกว่านั้นก็คือ Xperia Neo V ก็เป็นอีกรุ่นที่อยู่ในแผนการของทาง โซนี่-อีริคสัน ในการอัพเดทระบบปฏิบัติการให้เป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich ซึ่งนับว่ารุ่นนี้ก็มีอนาคตที่สดใสไม่น้อย ในส่วนของกล้องดิจิตอลจะมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอในความละเอียดสูงสุดที่ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล ส่วนกล้องด้านหน้าก็ไม่ได้ตัดออกแต่อย่างใด มีติดมาให้อีกต่างหาก กับความละเอียดระดับ VGA หรือ 640x480 พิกเซล ในเรื่องของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็มีมาให้ครบถ้วน ทั้ง 3G/WiFi/EDGE/GPRS โดย Xperia Neo V นั้นจะแบ่งออกเป็นสองรุ่นย่อยก็คือรุ่น MT11i ซึ่งรองรับ 3G คลื่นความถี่ 900/2100 MHz และรุ่น MT11a ซึ่งรองรับ 3G คลื่นความถี่ 850/1900/2100 MHz ดังนั้นเวลาซื้อก็ต้องสังเกตให้ดีว่าเครื่องที่เราซื้ออยู่นั้นเป็นรหัสใด เพื่อให้สามารถใช้งานกับเครือข่าย 3G ที่เราต้องการได้อย่างถูกต้อง

Sony Ericsson Xperia Ray (ราคาศูนย์ 9,990 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Sony_Ericsson_Xperia_ray.asp

 

 

เรียกว่างานนี้ Sony Ericsson เหมาไปสองรุ่นเลยทีเดียว สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ระดับราคาไม่เกิน 10,000 บาท รุ่นแรกที่ผ่านไปแล้วก็คือ Xperia Neo V ส่วนรุ่นนี้ก็คือ Xperia Ray ที่มักจะถูกถามถึง และนำไปเปรียบเทียบกับ Neo V อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับผู้ซื้อทุกคน เพราะทั้งสองรุ่นนี้นั้นต่างก็มีจุดขายที่ไม่เหมือนกัน แล้วจุดขายของ Xperia Ray คืออะไร จุดขายของ Xperia Ray อย่างแรกที่เห็นกันชัดๆ ก็คือรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสวยหรูเป็นพิเศษ มีขนาดเล็กกะทัดรัดบางเฉียบ น้ำหนักเบา เหมาะแก่การพกพาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนจุดขายอย่างที่สองก็คือกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียดมากถึง 8 ล้านพิกเซล และที่สำคัญคือใช้เซนเซอร์รับภาพคุณภาพสูงแบบ Exmor R ที่ช่วยให้ภาพถ่ายที่ได้ในสถานการณ์ต่างๆ นั้นมีความสวยงามมากเป็นพิเศษ พร้อมไฟแฟลชแบบ LED ในตัว รูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F2.4 และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ ส่วนการถ่ายภาพวิดีโอนั้นจะมีความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล และกล้องด้านหน้าก็มีมาให้เช่นกัน โดยมีความละเอียดระดับ VGA หรือ 640x480 พิกเซล เรียกได้ว่าความสามารถของกล้องดิจิตอลนั้นใส่มาให้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ก็ไล่มาตั้งแต่ซีพียู Scorpion ความเร็ว 1 GHz กับจีพียู Adreno 205 เช่นเดียวกันกับ Xperia Neo V ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชัน 2.3 หรือ Gingerbread โดยทาง โซนี่-อีริคสัน ได้แจ้งข่าวดีไว้ว่า Xperia Ray ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่จะได้รับการอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich แต่ก็ยังไม่ได้แจ้งวันเวลาที่แน่นอนเช่นกัน นอกจากนั้นก็จะมีหน้าจอขนาด 3.3 นิ้ว แบบ LED-backlit LCD ความละเอียด 854x480 พิกเซล ซึ่งหน้าจอขนาด 3.3 นิ้วนี้ก็ยังถือว่ามีขนาดที่เล็กไปนิดหน่อย แต่ใช้งานจริงๆ ก็ไม่ได้ลำบากมากมายนัก และแน่นอนจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ Sony Mobile BRAVIA Engine ส่วนหน่วยความจำ รอม และ แรม นั้นจะมีขนาด 1 GB (เหลือให้ใช้งานจริง 320 MB) และ 512 MB ตามลำดับ ซึ่งพื้นที่ๆ เหลือ 320 MB นั้นคงไม่เหมาะกับการเก็บบันทึกข้อมูล หรือลงแอพพลิเคชั่นเยอะๆ เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็คงต้องเน้นบันทึกไว้ที่การ์ดหน่วยความจำ microSD เป็นหลัก และเช่นเดียวกับ Xperia Neo V สำหรับ Xperia Ray ก็จะมีสองรุ่นย่อยให้เลือกก็คือรุ่น ST18i ซึ่งรองรับ 3G ที่คลื่นความถี่ 900/2100 MHz และรุ่น ST18a ซึ่งรองรับ 3G ที่คลื่นความถี่ 800/850/1900/2100 MHz เพราะฉะนั้นเวลาที่เลือกซื้อก็ต้องสังเกตรหัสให้ดีๆ ก่อนเช่นกัน

LG Optimus Sol (ราคาศูนย์ 9,990 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/LG_Optimus_Sol_E730.asp

มาถึงรุ่นสุดท้ายในกลุ่มนี้ ซึ่งรุ่นที่เข้าวินในรอบนี้ก็ได้แก่ LG Optimus Sol สำหรับ Optimus Sol นั้นถือว่าเป็น สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในงบประมาณไม่เกิน 10,000 บาทอีกรุ่นที่น่าสนใจ แม้ว่าจะมีกระแสที่ค่อนข้างเงียบไปซักนิด อาจจะเพราะว่ามีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเรียบๆ เดิมๆ ไม่เตะตาเท่าที่ควร ประกอบกับหากใครเพิ่มงบได้อีกนิด ก็อาจจะไปเล่นตัวที่สูงกว่าในค่ายเดียวกันอย่าง Optimus Black แทน แต่หากนำมาพิจารณาให้ดีๆ แล้ว Optimus Sol นั้นก็มีความคุ้มค่าน่าลองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ความโดดเด่นอย่างแรกก็คือ หน้าจอแสดงผลแบบ Ultra AMOLED ขนาด 3.8 นิ้ว ความละเอียดระดับ WVGA หรือ 800x480 พิกเซล ซึ่งถือว่าแสดงผลได้ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนขนาดของหน้าจอก็ใหญ่ใช้ได้ นอกจากนั้นก็ใช้งานซีพียู Scorpion ความเร็ว 1 GHz จีพียู Adreno 205 ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับ Sony Ericsson Xperia Neo V และ Xperia Ray นั่นเอง ดังนั้นประสิทธิภาพด้านการประมวลผลก็จะใกล้เคียงกัน ส่วนตัวของระบบปฏิบัติการจะเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.4 หรือ Gingerbread แต่จะอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich ได้หรือไม่นั้น ก็ยังไม่แน่ชัด แต่ความเป็นไปได้ก็ถือว่าสูง เพราะ สมาร์ทโฟน รุ่นใหญ่กว่าในค่ายเดียวกันอย่าง Optimus Black ซึ่งมีคุณสมบัติที่ไม่ต่างจาก Optimus Sol มากนัก ก็ได้รับคำยืนยันแล้วว่าจะได้รับการอัพเดทเป็น Ice Cream Sandwich ดังนั้น Optimus Sol ก็พอมีหวัง ส่วนหน่วยความจำ รอม และ แรม นั้นจะมีขนาด 2 GB (เหลือให้ใช้งานจริง 1 GB) และ 512 MB ตามลำดับ ซึ่งในส่วนของรอมถือว่าค่อนข้างเยอะหากเอาไว้ใช้สำหรับติดตั้งแอพพลิเคชั่นเพียงอย่างเดียวก็น่าจะใช้ได้แบบสบายๆ แต่หากต้องเก็บบันทึกไฟล์ต่างๆ ด้วยคงจะไม่เหมาะ แยกไปเก็บไว้ในการ์ดหน่วยความจำ microSD จะดีที่สุด ในด้านของกล้องดิจิตอลจะมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ แต่ไม่มีไฟแฟลชมาให้ ส่วนกล้องด้านหน้าจะมีความละเอียดระดับ VGA หรือ 640x480 พิกเซล ด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีมาให้ครบครัน ทั้ง 3G/WiFi/EDGE/GPRS แต่สำหรับ 3G นั้นรองรับเพียงแค่คลื่นความถี่ 900/2100 MHz เท่านั้น ดังนั้นหากใครต้องการใช้ 3G ของ ทรูมูฟ และ ดีแทค ก็คงต้องมองข้ามรุ่นนี้ไป


สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นแนะนำ ในงบประมาณไม่เกิน 15,000 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับการใช้งานไปอีกขั้น กับค่าตัวที่สมน้ำสมเนื้อ

ตัดสิน ใจเลือกได้ยากเช่นกัน สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในระดับราคาไม่เกิน 15,000 เนื่องจากมีคุณสมบัติโดยรวมที่สูสีกันเป็นอย่างมาก และแต่ละรุ่นก็มีจุดแข็งที่แตกต่างกันไป โดยซีพียูนั้นจะมีความเร็วตั้งแต่ 1 GHz ขึ้นไปจนถึง 1.4 GHz แต่ก็ยังคงเป็นซีพียูแบบ Single Core แม้ว่าจริงๆ แล้วเมื่อช่วงปลายปี 2554 จะมี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่ใช้ซีพียูแบบ Dual-Core รุ่นรองจาก Samsung Galaxy S II ซึ่งก็คือ Samsung Galaxy R ที่เปิดตัวมาด้วยราคา 15,900 เท่านั้น แต่เท่าที่ทราบก็มีจำนวนจำกัด อย่างในงาน Thailand Mobile Expo 2011 Showcase เมื่อปลายปีที่แล้วก็มีจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เครื่องเท่านั้น และขณะนี้ก็ได้หมดไปจากตลาดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็น่าเสียดายไม่น้อย ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ นอกจากซีพียูของ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในงบประมาณระดับนี้นั้น ก็จะมีหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ มากที่สุดก็ใหญ่ถึง 4.2 นิ้วเลยทีเดียว มีความละเอียดสูง และมีเทคโนโลยีการแสดงผลที่มีประสิทธิภาพสูง บางรุ่นก็จะมีหน่วยความจำภายในที่ใหญ่มากเป็นพิเศษ บางรุ่นก็จะมีกล้องดิจิตอลความละเอียดสูง และบางรุ่นก็จะมีกล้องด้านหน้าที่ใช้ถ่ายรูปได้ดีไม่แพ้กล้องหลักของบางรุ่น เลยทีเดียว

Sony Ericsson Xperia Arc S (ราคาศูนย์ 12,990 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Sony_Ericsson_Xperia_Arc_S.asp



หากถามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใดที่มีรูปลักษณ์ภายนอก หรือมีการออกแบบดีไซน์ที่สวยงามมากที่สุด ก็คงจะชี้ไปที่ Sony Ericsson Xperia Arc S รุ่นนี้นี่เอง เรียกว่าสวยล้ำมาตั้งแต่ Xperia Arc รุ่นแรกแล้ว ดังนั้น Xperia Arc S ที่ใช้บอดี้เดิมก็จะได้รับการสืบทอดความสวยล้ำมาด้วยเช่นกัน ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ของ Xperia Arc S ก็แทบจะถอดแบบมาจาก Xperia Arc ทั้งหมด ยกเว้นเรื่องของซีพียู โดย Xperia Arc S จะมีซีพียูที่เร็วขึ้นเป็นซีพียู Scorpion ความเร็ว 1.4 GHz ซึ่งช่วยให้การประมวลผลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกนั้นคุณสมบัติก็เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น จีพียู Adreno 205 ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.4  หรือ Gingerbread ที่สามารถอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich ได้ในอนาคต จากแผนการที่วางไว้ของทาง โซนี่-อีริคสัน หน้าจอแสดงผลขนาด 4.2 นิ้ว แบบ LED-backlit LCD ความละเอียด 854x480 พิกเซล พร้อมเทคโนโลยีการแสดงผล Sony Mobile BRAVIA Engine ที่ช่วยให้การแสดงผลมีความสวยงามมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกผ่านทางสาย HDMI ได้ หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 1 GB (เหลือให้ใช้งานจริง 320 MB) และ 512 MB ตามลำดับ ซึ่งในส่วนของรอมที่เหลือให้ใช้งานจริงถือว่าน้อยไปซักหน่อย หากพูดถึง สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในราคาระดับนี้ กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่ใช้เซนเซอร์รับภาพคุณภาพสูงแบบ Exmor R ซึ่งช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้มีคุณภาพที่ดีขึ้น มีไฟแฟลชแบบ LED ในตัว พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ ส่วนการถ่ายภาพวิดีโอจะมีความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล แต่อย่างไรก็ดี กล้องด้านหน้าก็ยังไม่ได้ใส่มาให้อีกเช่นเดิม และสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็มีครบครันทั้ง 3G/WiFi/EDGE/GPRS แต่ก็อีกเช่นเดียวกันกับ สมาร์ทโฟน Xperia อีกหลายๆ รุ่น การรองรับคลื่นความถี่ 3G นั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองรุ่นย่อย โดย Xperia Arc S นั้นจะประกอบไปด้วยรุ่น LT18i ซึ่งรองรับเครือข่าย 3G ที่คลื่นความถี่ 900/2100 MHz และรุ่น LT18a ซึ่งรองรับเครือข่าย 3G ที่คลื่นความถี่ 800/850/1900/2100 MHz ดังนั้นผู้ซื้อก็ต้องสังเกตรหัสทั้งสองรุ่นย่อยนี้ให้ตรงกับเครือข่ายที่ตน เองใช้งานอยู่

Samsung Galaxy S Plus (ราคาศูนย์ 14,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Samsung_Galaxy_S_Plus_i9001.asp

เมื่อ อดีตเทพ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นขึ้นหิ้งอย่าง Samsung Galaxy S ถูกปลดระวางไปด้วยอายุขัยอันควร ทาง ซัมซุง ก็ได้ส่งทายาทผู้สืบทอดมาทดแทนอย่างทันท่วงทีในร่างเดิม ทั้งรูปทรง ขนาด และน้ำหนัก เหมือนกันจนแยกแทบไม่ออก อาจสังเกตจากลวดลายของฝาหลังที่ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น เรียกได้ว่ามาแนวๆ เดียวกันกับ Sony Ericsson Xperia Arc S ที่สืบทอดมาจาก Xperia Arc เลยก็ว่าได้ โดย Galaxy S Plus นั้นก็จะมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของ ซีพียู จีพียู และ แบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้น กับระบบปฏิบัติการที่เป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3 หรือ Gingerbread มาตั้งแต่เกิด แต่การอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich นั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าทาง ซัมซุง จะมีให้หรือไม่ ส่วนซีพียูจะเป็นซีพียู Scorpion ความเร็ว 1.4 GHz จีพียู Adreno 205 ซึ่งช่วยให้การประมวลผลโดยรวมดีขึ้นกว่าเดิม หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาดใหญ่ 16 GB หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 2 GB และ 512 MB ตามลำดับ ซึ่งถือว่าในเรื่องของหน่วยความจำนั้น Galaxy S Plus ให้มาเยอะเป็นพิเศษ ไม่ต่างจาก Galaxy S รุ่นแรก จอภาพขนาด 4.0 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียด 800x480 พิกเซล ที่โดดเด่นในเรื่องของสีสันที่สดใสจัดจ้านมากเป็นพิเศษ โดยใช้ User Interface แบบ TouchWiz UI เวอร์ชัน 3.0 นอกจากนั้นก็จะมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ พร้อมการถ่ายภาพวิดีโอในความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล ด้วยความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที แต่ก็ไม่มีไฟแฟลชมาให้เช่นเดิม ส่วนกล้องด้านหน้าจะมีความละเอียดระดับ VGA หรือ 640x480 พิกเซล ด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้นก็มีครบทั้ง 3G/WiFi/EDGE/GPRS โดยคลื่นความถี่ 3G นั้นจะรองรับคลื่น 900/1900/2100 MHz ดังนั้น ผู้ที่จะนำไปใช้กับเครือข่าย 3G ของ ทรูมูฟ และ ดีแทค ซึ่งใช้คลื่นความถี่ 850 MHz ก็คงต้องมองข้ามรุ่นนี้ไป

LG Optimus Black (ราคาศูนย์ 12,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/LG_Optimus_Black.asp

สำหรับ LG Optimus Black นั้นวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อกลางปีที่แล้ว พร้อมกับงาน Thailand Mobile Expo 2011 Hi-End โดยเปิดราคาเริ่มแรกที่ 13,900 บาท แต่ปัจจุบันผ่านไปครึ่งปี ลดลงมาเหลือ 12,900 บาท ซึ่งถือว่าปรับตัวลงมาเล็กน้อย นั่นก็แสดงให้เห็นว่า Optimus Black นั้นเป็น สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่ได้ความนิยมสูงอีกรุ่นหนึ่งในงบประมาณไม่เกิน 15,000 บาท เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่เป็นหน้าเป็นตาของทาง แอลจี ในสองไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ที่ผ่านมาเลยทีเดียว มีกระแสที่ดีกว่าตัวระดับไฮเอนด์อย่าง Optimus 2X และ Optimus 3D เสียด้วยซ้ำ จนเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีเวอร์ชันตัวเครื่องสีขาวออกมาให้เลือกด้วย โดยคุณสมบัติเด่นของ Optimus Black นั้นก็เริ่มตั้งรูปทรงที่เรียบหรูบางเฉียบ หน้าจอแสดงผลแบบ NOVA Display (IPS LCD) ขนาด 4.0 นิ้ว ความละเอียดระดับ WVGA หรือ 800x480 พิกเซล ที่มีความสว่างมากถึง 700 nits ซีพียู Cortex-A8 ความเร็ว 1 GHz จีพียู PowerVR SGX530 ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.2 หรือ Froyo ที่อาจจะเป็นเวอร์ชันที่เก่าไปซักหน่อย แต่ก็จะได้รับการอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3 หรือ Gingerbread ในเดือนกุมภาพันธ์นี้อย่างแน่นอน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 2 GB (เหลือให้ใช้งานจริง 1 GB) และ 512 MB ตามลำดับ ซึ่งก็ถือว่าไม่มากไม่น้อยสำหรับราคาระดับนี้ กล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที และสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันก็คือกล้องด้านหน้าที่มีความ ละเอียดมากถึง 2 ล้านพิกเซล ที่เมื่อถ่ายภาพออกมาแล้ว ถือว่ามีคุณภาพที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนการเชื่อมต่อมีครบทั้ง 3G/WiFi/EDGE/GPRS แต่สำหรับ 3G จะรองรับเพียงแค่คลื่นความถี่ 900 MHz เท่านั้น นั่นก็หมายความว่าจะไม่สามารถนำไปใช้งานกับระบบเครือข่าย 3G ของ ทรูมูฟ และ ดีแทค ในคลื่น 850 MHz ได้นั่นเอง


สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นแนะนำ ในงบประมาณไม่เกิน 20,000 บาท เร็วแรงสุดขีด พร้อมสเปคที่ใส่มาให้แบบไม่อั้น สำหรับผู้ที่ใช้งาน แอนดรอยด์ อย่างจริงจัง


สำหรับใครที่มีงบประมาณในระดับ 20,000 บาท นั้นเรียกได้ว่าสามารถเดินตรงไปที่ร้านมือถือ แล้วชี้เลือก สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์ได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามแม้ว่าแต่ละรุ่นที่มีราคาระดับนี้ ล้วนยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งนั้น แต่ก่อนที่จะเลือกก็คงจะต้องศึกษาก่อนว่ารุ่นใดเหมาะกับตัวเองมากที่สุด เพราะอย่างที่รู้ๆ กันดีว่าแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นบางอย่างที่แตกต่างกันนั่นเอง โดย สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ในงบประมาณไม่เกิน 20,000 นี้ แต่ละรุ่นได้จับเอาทุกสิ่งอย่างที่ดีที่สุดมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ซีพียูแบบ Dual Core ตัวแรงที่สุด จีพียูระดับสูง ที่ช่วยให้การเล่นเกม และการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ไหลลื่นไร้อาการสะดุด ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือเฟือ ทั้งหน่วยความจำสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล สำหรับติดตั้งแอพพลิเคชั่น และหน่วยความจำแรม จอแสดงผลขนาดใหญ่ แสดงผลได้คมชัด สีสันสดใส กล้องดิจิตอลความละเอียดสูง พร้อมการถ่ายภาพวิดีโอระดับ Full HD 1080p หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างเทคโนโลยี 3 มิติ ก็มีให้ใช้งานในบางรุ่นด้วยเช่นกัน

Samsung Galaxy Nexus (ราคาศูนย์ 19,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Samsung_Galaxy_Nexus.asp

ถูก ยกให้เป็น สมาร์ทโฟน ที่น่าจับตามองมากที่สุดเมื่อช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมาเลยทีเดียว สำหรับ Samsung Galaxy Nexus เหตุผลสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า Galaxy Nexus เป็น สมาร์ทโฟน รุ่นแรกที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า Ice Cream Sandwich รวมทั้งการที่ Galaxy Nexus เป็น สมาร์ทโฟน ที่ กูเกิล ร่วมพัฒนากับ ซัมซุง โดยตรง ให้เป็น สมาร์ทโฟน Pure Google ตัวล่าสุด ดังนั้นการอัพเดทใดๆ ที่เกิดขึ้นกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ รุ่นแรกที่จะได้รับการอัพเดทก่อนใครก็คือ Galaxy Nexus รุ่นนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้น หากใครต้องการใช้งานกันแบบยาวๆ มีอัพเดทใหม่ๆ ตลอดอายุการใช้งาน Galaxy Nexus ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ในด้านของฮาร์ดแวร์นั้นก็ไม่ธรรมดา เริ่มตั้งแต่ตัวเครื่องที่โค้งเล็กน้อย ดีไซน์เรียบหรูดูดี แบบแทบจะไร้ซึ่งปุ่มกด หน้าจอโค้งขนาด 4.65 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียดสูงถึงระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล โดยมีพื้นผิวพิเศษแบบ Oleophobic Surface แถมยังมีฟังก์ชัน Face Unlock สำหรับการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้าอีกต่างหาก รองรับการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกผ่านทางสายสัญญาณแบบ MHL ซีพียู Dual-core Cortex-A9 ความเร็ว 1.2 GHz จีพียู PowerVR SGX540 หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 1 GB ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเหลือเฟือ แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำเพิ่มเติมได้ นอกจากนั้นก็จะมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่มีเทคโนโลยี Zero Shutter Lag ซึ่งทำให้กดชัตเตอร์ได้เร็วสุดๆ นอกจากนั้นก็จะมีไฟแฟลชแบบ LED ในตัว ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ การถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p หรือ 1920x1080 พิกเซล ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที กล้องด้านหน้าความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล พร้อมการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียด 720p หรือ 1280x720 พิกเซล ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้แบบ NFC (Near Field Communication) ส่วนการรองรับระบบเครือข่าย 3G นั้น Galaxy Nexus สามารถรองรับได้ทั้งคลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานเครือข่าย เอไอเอส, ทรูมูฟ หรือ ดีแทค ก็สามารถใช้งานระบบ 3G ของเครือข่ายตนเองได้ทั้งสิ้น

Samsung Galaxy S II (ราคาศูนย์ 18,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Samsung_Galaxy_S_II_i9100.asp

สมาร์ท โฟน แอนดรอยด์ รุ่นนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะหากพูดกันตามตรง ในปี 2554 ที่ผ่านมา สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ระดับไฮเอนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น Samsung Galaxy S II รุ่นนี้นั่นเอง เรียกได้ว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ แอนดรอยด์ ก็มักจะต้องอ้างอิงถึง Galaxy S II อยู่เป็นประจำ และหากยังจำกันได้ ตอนที่เปิดให้จองครั้งแรกในงาน Thailand Mobile Expo 2011 Hi-End เมื่อกลางปี 2554 ที่ผ่านมา จะเห็นแถวคิวยาวเหยียดไปจนถึงประตูทางเข้างานเลยทีเดียว แม้ ณ เวลาปัจจุบัน Galaxy S II ก็ยังถูกยกให้เป็น สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่น่าใช้มากที่สุดอยู่เช่นเคย สังเกตได้จากเมื่อปีที่แล้วเปิดจองกันที่ราคา 18,900 บาท ในปัจจุบัน ผ่านมาครึ่งปี ราคาศูนย์ก็ยังคงอยู่ที่ 18,900 บาทเช่นเดิม ส่วนคุณสมบัติของ Galaxy S II นั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแทบทุกองค์ประกอบอยู่แล้ว จะยกเว้นก็แต่ตัวเครื่องที่วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด เลยดูไม่ค่อยแข็งแรง และดูไม่ค่อยมีราคาเท่าไหร่ (แต่จริงๆ ก็ทนทานพอสมควร) คุณสมบัติเด่นของ Galaxy S II ก็เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลขนาด 4.3 นิ้ว แบบ Super AMOLED Plus พร้อมกระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass ความละเอียด 800x480 พิกเซล ที่แสดงผลได้คมชัด สีสันสดใสเป็นพิเศษ ตามสไตลด์ของหน้าจอชนิดนี้ มี User Interface แบบ TouchWiz UI เวอร์ชัน 4.0 ซีพียู Dual-Core Cortex-A9 ความเร็ว 1.2 GHz ที่ประมวลผลได้รวดเร็วหายห่วง จีพียู Mali-400MP ที่จัดการเกมกราฟฟิคโหดๆ ได้อยู่หมัด ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3 หรือ Gingerbread ที่ต่อไปจะได้รับการอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich อย่างแน่นอน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 1 GB ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเหลือเฟือ แต่หากไม่พอก็สามารถใส่การ์ด microSD ได้อีก กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มีคุณภาพสูง ถ่ายภาพได้คมชัด สีสันสดใส พร้อมไฟแฟลชแบบ LED และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ ถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p หรือ 1920x1080 พิกเซล ด้วยความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที และยังมีกล้องดิจิตอลด้านหน้าที่มีความความละเอียดมากถึง 2 ล้านพิกเซลมาให้อีกด้วย นอกจากนั้นก็ยังรองรับการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกผ่านทางสายสัญญาณแบบ MHL ส่วนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่าย 3G นั้นก็รองรับทั้งคลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะใช้เครือข่ายไหนอยู่ ทั้ง เอไอเอส, ทรูมูฟ หรือ ดีแทค ก็สามารถนำไปเชื่อมต่อใช้งานได้ทันที

Motorola RAZR (ราคาศูนย์ 18,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Motorola_RAZR.asp

เปิด ตัวและวางจำหน่ายไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านนี้เอง สำหรับ Motorola RAZR ที่เชื่อว่าหลายคนคงจับมาเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของงบประมาณระดับนี้อย่างแน่นอน ด้วยจุดเด่นของ โทรศัพท์มือถือ ตระกูล RAZR ที่มีมาตั้งแต่อดีต นั่นก็คือชิ้นงานที่สวยหรู ประณีต แข็งแรงทนทาน วัสดุคุณภาพสูง อย่าง Motorola RAZR รุ่นนี้ก็เช่นกัน มีรูปลักษณ์ที่บางเฉียบสวยหรู ส่วนที่บางที่สุดนั้นบางเพียง 7.1 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่วนวัสดุที่ใช้ประกอบเป็นตัวเครื่องนั้นมีองค์ประกอบของโลหะ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและความแข็งแรง และที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือฝาหลังของ RAZR ถูกผนึกไว้ด้วยวัสดุที่ถักทอด้วยเส้นใย KEVLAR Fiber ซึ่งถือว่าพิเศษและโดดเด่นไม่เหมือนใคร รวมถึงช่วยกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี สำหรับคุณสมบัติเด่นของ RAZR นั้นก็เริ่มตั้งแต่ ซีพียู Dual-Core Cortex-A9 ความเร็ว 1.2 GHz จีพียู PowerVR SGX540 หน้าจอแสดงผลขนาด 4.3 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียด 960x540 พิกเซล พร้อมกระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass และรองรับการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกผ่านทางสาย HDMI ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.5 หรือ Gingerbread ที่ในเร็วๆ นี้จะสามารถอัพเดทเป็น แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich ได้อย่างแน่นอน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 1 GB ตามลำดับ ซึ่งถือว่ามีพื้นที่เหลือเฟือ แต่หากยังไม่พอก็สามารถใส่การ์ด microSD เพิ่มได้อีกสูงสุด 32 GB กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED ในตัว และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p หรือ 1920x1080 พิกเซล ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที ส่วนกล้องด้านหน้าจะมีความละเอียดที่ 1.3 ล้านพิกเซล และสำหรับการเชื่อมต่อินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่าย 3G ก็สามารถรองรับได้ทั้งคลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ในเครื่องเดียวกัน ซึ่งก็หมายความว่าสามารถนำ Motorola RAZR ไปใช้กับ 3G ของเครือข่ายใดก็ได้นั่นเอง

สมาร์ท โฟน แอนดรอยด์ รุ่นแนะนำ ในงบประมาณมากกว่า 20,000 บาท ความโดดเด่นที่แตกต่าง ทะลายขีดจำกัดของคำว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ แบบเดิมๆ

ต้องบอกว่า ไม่มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใดแพงไปกว่านี้อีกแล้ว หากท่านใดมีงบประมาณไม่จำกัด แนะนำง่ายๆ ให้ไปที่ร้านมือถือแล้วบอกพนักงานให้เอา สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่แพงที่สุดมาให้เลือก 2 รุ่น พนักงานที่มีประสบการณ์ช่ำชองซักหน่อย ก็คงจะไม่ลังเลที่วิ่งไปเอา Samsung Galaxy Note กับ HTC Sensation XL มาให้ท่านได้เลือกตามที่ต้องการ แล้วเพราะเหตุใดจึงแน่ใจว่าต้องเป็น 2 รุ่นนี้ ก็เพราะว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่แพงกว่า 20,000 บาท ที่มีขายอยู่จริงในปัจจุบันนั้นก็มีอยู่เพียงแค่ 2 รุ่นนี้เท่านั้นเอง โดยทั้ง Samsung Galaxy Note และ HTC Sensation XL นั้นก็โดดเด่นด้วยหน้าจอที่ใหญ่ยักษ์กว่าเพื่อน เรียกว่าใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดา สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ทั้งหมดในท้องตลาด หากต้องการจอใหญ่กว่านี้ก็ต้องข้ามฝั่งไปเล่น แท็บเล็ต กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะ Samsung Galaxy Note นั้นบางคนก็ให้นิยามของรุ่นนี้ว่าเป็น อุปกรณ์กึ่ง สมาร์ทโฟน กึ่ง แท็บเล็ต  สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ทั้งสองรุ่นนี้ก็น่าจะเหมาะกับผู้ใช้ที่ชอบอะไรที่พิเศษๆ ขึ้นไปอีกระดับ พิเศษกว่าการเล่นเกมลื่นๆ หรือการใช้งานแอพพลิเคชั่นทั่วๆ ไป ด้วยคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่หาไม่ได้จากรุ่นอื่นๆ ที่เหลือในท้องตลาด

Samsung Galaxy Note (ราคาศูนย์ 22,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Samsung_Galaxy_Note.asp

หากจะบอกว่า Samsung Galaxy Note นั้นเป็น โทรศัพท์มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน ก็ดูจะใหญ่เกินไป แต่หากจะบอกว่า Galaxy Note เป็น แท็บเล็ต ก็ดูจะเล็กเกินไป ดังนั้นเพื่อตัดปัญหา ทาง ซัมซุง เลยแนะนำให้เรียกสิ่งที่เห็นอยู่นี้ว่า Galaxy Note ไปซะเลย แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังให้ Galaxy Note เป็น สมาร์ทโฟน อีกรุ่นหนึ่งในท้องตลาด เพียงแต่ว่าเป็น สมาร์ทโฟน ที่ใช้งานได้ยืดหยุ่นหลากหลายมากขึ้นกว่า สมาร์ทโฟน ทั่วไป โดย Galaxy Note นั้นรองรับการขีดๆ เขียนๆ บนหน้าจอได้อย่างเต็มรูปแบบด้วยปากกาเฉพาะที่เรียกว่า S Pen Stylus ชวนให้นึกถึงสมัยที่ โทรศัพท์มือถือ แบบ พีดีเอโฟน กำลังได้รับความนิยมไปทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างไรก็อย่างนั้น ซึ่งเมื่อเจ้า S Pen Stylus มาจับคู่กับตัวเครื่อง Galaxy Note ที่มีหน้าจอใหญ่ถึง 5.3 จึงทำให้กลายเป็นสมุดโน๊ต หรือสมุดวาดเขียนไปโดยปริยาย ลักษณะของการใช้งานก็คล้ายกับเราขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษนั่นเอง เช่น การจดบันทึก การวาดรูป การระบายสี แต่ที่พิเศษกว่าก็คือ Galaxy Note จะมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่หาไม่ได้ในกระดาษธรรมดานั่นเอง ถามว่าในความเป็นจริง Galaxy Note สามารถใช้งานได้ดีขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าใช้แทนสมุดโน๊ตจริงๆ ได้ดีเลยทีเดียว สังเกตได้จากเดี่ยวนี้เริ่มจะเห็นบรรดาสื่อมวลชน พก Galaxy Note ไปทำข่าวกันหลายคน เรียกว่าใช้งานเป็นจริงเป็นจังก็ยังไหว ส่วนคุณสมบัติหลักๆ ของ Galaxy Note ก็ใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลขนาด 5.3 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียดสูงถึง 1280x800 พิกเซล พร้อม User Interface แบบ TouchWiz UI เวอร์ชัน 4.0 ซีพียู Dual-Core ARM Cortex-A9 ความเร็ว 1.4 GHz ที่เร็วแรงไม่แพ้ใคร จีพียู Mali-400MP ที่ใช้เล่นเกมลื่นๆ กับจอใหญ่ๆ ได้พอดิบพอดี ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.5 ที่ต่อไปจะได้รับการอัพเดทเป็นเวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich อย่างแน่นอน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 1 GB ตามลำดับ ที่ถือว่ามีพื้นที่เหลือเฟือ แต่ถ้าไม่พอใช้ก็ใส่การ์ด microSD เพิ่มได้อีก 32 GB กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p หรือ 1920x1080 พิกเซล มีกล้องด้านหน้าที่มีความละเอียดถึง 2 ล้านพิกเซล เรียกว่าคุณสมบัติมากมายที่อยู่ใน Galaxy Note นั้นก็สมกับราคาค่าตัวที่สูงถึง 22,900 บาท ส่วนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่าย 3G นั้นก็สามารถใช้งานได้กับทุกเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส, ทรูมูฟ และ ดีแทค เพราะ Galaxy Note นั้นรองรับทั้งความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ในตัวเดียวกัน

HTC Sensation XL (ราคาศูนย์ 20,500 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/HTC_Sensation_XL.asp

ในที่สุดก็มาถึง สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นสุดท้ายที่จะมาแนะนำกันในบทความนี้ ซึ่งก็ได้แก่ HTC Sensation XL ที่มีราคาค่าตัวสูงถึง 20,500 บาท ทั้งๆ ที่คุณสมบัติโดยรวมนั้นแทบไม่แตกต่างจาก สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ระดับราคาหมื่นกลางๆ ที่มีซีพียูแบบ Single Core เสียด้วยซ้ำ แต่ที่มีราคาขนาดนี้ก็มีที่มาที่ไปอยู่ 2 อย่างที่สำคัญ อย่างแรกก็คือขนาดหน้าจอที่ใหญ่ยักษ์ถึง 4.7 นิ้ว เรียกว่าเป็นรองก็แค่ Samsung Galaxy Note เท่านั้น อย่างที่สองก็คือหูฟังขั้นเทพจาก Beats Audio ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพเสียงมาอย่างยาวนานไปวงการนักฟังเพลง กับแอพพลิเคชั่นหรือฟังก์ชันเกี่ยวกับการฟังเพลงจาก Beats Audio พร้อมกับตัวเครื่องที่ออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกให้เข้ากับคำว่า Beats Audio Phone เรียกได้ว่า Sensation XL นั้นน่าจะเหมาะกับคนที่จริงจังกับการดูหนังฟังเพลงเป็นหลัก เพราะได้ทั้งหน้าจอใหญ่ และคุณภาพเสียงที่การันตีโดย Beats Audio แต่หากใครที่ต้องการเน้น สมาร์ทโฟน เร็วๆ แรงๆ คงต้องมองหารุ่นอื่นแทน โดย Sensation XL นั้นมาพร้อมกับ ซีพียู Scorpion ความเร็ว 1.5 GHz ที่แรงใช่ย่อย แต่ก็ยังแรงไม่สุดเหมือนกับซีพียูแบบ Dual Core จีพียู Adreno 205 ที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากนัก เพราะ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ราคาไม่ถึงหมื่นก็มีใส่มาให้เหมือนกัน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 768 MB ตามลำดับ ซึ่งที่จริง เครื่องราคาระดับนี้น่าจะให้ แรม มาอย่างน้อย 1 GB ขึ้นไป หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 4.7 นิ้ว แบบ S-LCD ความละเอียด 800x480 พิกเซล ซึ่งถือว่าละเอียดไม่มากนักหากเทียบกับขนาดของหน้าจอ กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED แบบคู่ และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล ซึ่งถือว่าน้อยไปนิดสำหรับเครื่องราคาระดับนี้ ส่วนกล้องด้านหน้านั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 1.3 ล้านพิกเซล และสุดท้ายคือเรื่องของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบเครือข่าย 3G ซึ่ง Sensation XL นั้นรองรับทั้งคลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ได้ในตัวเดียวกัน กล่าวคือไม่ว่าจะนำไปใช้กับ 3G ของ เอไอเอส, ทรูมูฟ หรือ ดีแทค ก็สามารถใช้งานได้ทันที

สรุปส่งท้าย

มาถึงตรงนี้ หลังจากที่ทุกท่านได้อ่านบทความมาจนจบครบถ้วน ก็คงพอจะได้แนวทางในการเลือกซื้อ สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ กันไปมากพอสมควร บางคุณสมบัติก็อาจจะไม่ได้พูดถึงด้วยเวลาอันจำกัด ยกตัวอย่างเช่นระบบจีพีเอส (GPS) นั้นมีอยู่ในทุกรุ่นที่กล่าวมา ก็อาจจะไม่ได้พูดถึง เป็นต้น โดยครั้งนี้ได้เลือกแบ่งกลุ่มตามงบประมาณในแต่ละระดับ เพื่อให้ท่านที่มีงบประมาณในใจอยู่แล้ว ได้ทราบว่าในงบประมาณของท่านนั้น มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใดที่น่าสนใจบ้าง และแต่ละรุ่นนั้นมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับสไตล์การใช้งานของแต่ละท่านมากน้อยขนาดไหน เพราะความต้องการของแต่ละท่านก็คงจะไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน โดยผู้เขียนพยายามทบทวนรายละเอียดต่างๆ อย่างดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดได้ แต่อย่างไรก็ดี หากมีข้อผิดพลาดอย่างไร ก็คงต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ และรบกวนแจ้งเข้ามาได้ทันที ทางผู้เขียนจะแก้ไขปรับปรุงให้โดยด่วน และเช่นเคย ข้อแนะนำจากผู้เขียนที่จะแนะนำผู้อ่านทุกท่านอยู่เสมอก็คือ ท่านผู้อ่านไม่ควรยึดบทความนี้เพียงบทความเดียวเพื่อการตัดสินใจเลือกซื้อ มือถือของท่าน ผู้เขียนอยากให้ผู้ท่านลองหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งก่อนจะเป็นการดีที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลและความคิดเห็นต่างๆ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นนั่นเอง และในโอกาสถัดไป ผู้เขียนก็ตั้งใจที่จะหาโอกาสที่จะมาแนะนำการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน ในระบบปฏิบัติการอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น iOS, BlackBerry OS, Symbian OS, Bada OS, Windows Phone, Meego รวมไปถึง ฟีเจอร์โฟน ด้วยเช่นกัน ยังไงก็ติดตามกันได้ที่เว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์แห่งนี้เช่นเคย สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติตดามชม พบกันได้ใหม่ในบทความถัดไป สวัสดีครับ
-------------------------------
บทความโดย : TMCEditor

สมาร์ท โฟน แอนดรอยด์ รุ่นแนะนำ ในงบประมาณมากกว่า 20,000 บาท ความโดดเด่นที่แตกต่าง ทะลายขีดจำกัดของคำว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ แบบเดิมๆ

ต้องบอกว่า ไม่มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใดแพงไปกว่านี้อีกแล้ว หากท่านใดมีงบประมาณไม่จำกัด แนะนำง่ายๆ ให้ไปที่ร้านมือถือแล้วบอกพนักงานให้เอา สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่แพงที่สุดมาให้เลือก 2 รุ่น พนักงานที่มีประสบการณ์ช่ำชองซักหน่อย ก็คงจะไม่ลังเลที่วิ่งไปเอา Samsung Galaxy Note กับ HTC Sensation XL มาให้ท่านได้เลือกตามที่ต้องการ แล้วเพราะเหตุใดจึงแน่ใจว่าต้องเป็น 2 รุ่นนี้ ก็เพราะว่า สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ที่แพงกว่า 20,000 บาท ที่มีขายอยู่จริงในปัจจุบันนั้นก็มีอยู่เพียงแค่ 2 รุ่นนี้เท่านั้นเอง โดยทั้ง Samsung Galaxy Note และ HTC Sensation XL นั้นก็โดดเด่นด้วยหน้าจอที่ใหญ่ยักษ์กว่าเพื่อน เรียกว่าใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดา สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ทั้งหมดในท้องตลาด หากต้องการจอใหญ่กว่านี้ก็ต้องข้ามฝั่งไปเล่น แท็บเล็ต กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะ Samsung Galaxy Note นั้นบางคนก็ให้นิยามของรุ่นนี้ว่าเป็น อุปกรณ์กึ่ง สมาร์ทโฟน กึ่ง แท็บเล็ต  สำหรับ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ทั้งสองรุ่นนี้ก็น่าจะเหมาะกับผู้ใช้ที่ชอบอะไรที่พิเศษๆ ขึ้นไปอีกระดับ พิเศษกว่าการเล่นเกมลื่นๆ หรือการใช้งานแอพพลิเคชั่นทั่วๆ ไป ด้วยคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่หาไม่ได้จากรุ่นอื่นๆ ที่เหลือในท้องตลาด

Samsung Galaxy Note (ราคาศูนย์ 22,900 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/Samsung_Galaxy_Note.asp

หากจะบอกว่า Samsung Galaxy Note นั้นเป็น โทรศัพท์มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน ก็ดูจะใหญ่เกินไป แต่หากจะบอกว่า Galaxy Note เป็น แท็บเล็ต ก็ดูจะเล็กเกินไป ดังนั้นเพื่อตัดปัญหา ทาง ซัมซุง เลยแนะนำให้เรียกสิ่งที่เห็นอยู่นี้ว่า Galaxy Note ไปซะเลย แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังให้ Galaxy Note เป็น สมาร์ทโฟน อีกรุ่นหนึ่งในท้องตลาด เพียงแต่ว่าเป็น สมาร์ทโฟน ที่ใช้งานได้ยืดหยุ่นหลากหลายมากขึ้นกว่า สมาร์ทโฟน ทั่วไป โดย Galaxy Note นั้นรองรับการขีดๆ เขียนๆ บนหน้าจอได้อย่างเต็มรูปแบบด้วยปากกาเฉพาะที่เรียกว่า S Pen Stylus ชวนให้นึกถึงสมัยที่ โทรศัพท์มือถือ แบบ พีดีเอโฟน กำลังได้รับความนิยมไปทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างไรก็อย่างนั้น ซึ่งเมื่อเจ้า S Pen Stylus มาจับคู่กับตัวเครื่อง Galaxy Note ที่มีหน้าจอใหญ่ถึง 5.3 จึงทำให้กลายเป็นสมุดโน๊ต หรือสมุดวาดเขียนไปโดยปริยาย ลักษณะของการใช้งานก็คล้ายกับเราขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษนั่นเอง เช่น การจดบันทึก การวาดรูป การระบายสี แต่ที่พิเศษกว่าก็คือ Galaxy Note จะมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่หาไม่ได้ในกระดาษธรรมดานั่นเอง ถามว่าในความเป็นจริง Galaxy Note สามารถใช้งานได้ดีขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าใช้แทนสมุดโน๊ตจริงๆ ได้ดีเลยทีเดียว สังเกตได้จากเดี่ยวนี้เริ่มจะเห็นบรรดาสื่อมวลชน พก Galaxy Note ไปทำข่าวกันหลายคน เรียกว่าใช้งานเป็นจริงเป็นจังก็ยังไหว ส่วนคุณสมบัติหลักๆ ของ Galaxy Note ก็ใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลขนาด 5.3 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียดสูงถึง 1280x800 พิกเซล พร้อม User Interface แบบ TouchWiz UI เวอร์ชัน 4.0 ซีพียู Dual-Core ARM Cortex-A9 ความเร็ว 1.4 GHz ที่เร็วแรงไม่แพ้ใคร จีพียู Mali-400MP ที่ใช้เล่นเกมลื่นๆ กับจอใหญ่ๆ ได้พอดิบพอดี ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.5 ที่ต่อไปจะได้รับการอัพเดทเป็นเวอร์ชัน 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich อย่างแน่นอน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 1 GB ตามลำดับ ที่ถือว่ามีพื้นที่เหลือเฟือ แต่ถ้าไม่พอใช้ก็ใส่การ์ด microSD เพิ่มได้อีก 32 GB กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p หรือ 1920x1080 พิกเซล มีกล้องด้านหน้าที่มีความละเอียดถึง 2 ล้านพิกเซล เรียกว่าคุณสมบัติมากมายที่อยู่ใน Galaxy Note นั้นก็สมกับราคาค่าตัวที่สูงถึง 22,900 บาท ส่วนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่าย 3G นั้นก็สามารถใช้งานได้กับทุกเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส, ทรูมูฟ และ ดีแทค เพราะ Galaxy Note นั้นรองรับทั้งความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ในตัวเดียวกัน

HTC Sensation XL (ราคาศูนย์ 20,500 บาท) http://www.thaimobilecenter.com/spec/HTC_Sensation_XL.asp

ในที่สุดก็มาถึง สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นสุดท้ายที่จะมาแนะนำกันในบทความนี้ ซึ่งก็ได้แก่ HTC Sensation XL ที่มีราคาค่าตัวสูงถึง 20,500 บาท ทั้งๆ ที่คุณสมบัติโดยรวมนั้นแทบไม่แตกต่างจาก สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ระดับราคาหมื่นกลางๆ ที่มีซีพียูแบบ Single Core เสียด้วยซ้ำ แต่ที่มีราคาขนาดนี้ก็มีที่มาที่ไปอยู่ 2 อย่างที่สำคัญ อย่างแรกก็คือขนาดหน้าจอที่ใหญ่ยักษ์ถึง 4.7 นิ้ว เรียกว่าเป็นรองก็แค่ Samsung Galaxy Note เท่านั้น อย่างที่สองก็คือหูฟังขั้นเทพจาก Beats Audio ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพเสียงมาอย่างยาวนานไปวงการนักฟังเพลง กับแอพพลิเคชั่นหรือฟังก์ชันเกี่ยวกับการฟังเพลงจาก Beats Audio พร้อมกับตัวเครื่องที่ออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกให้เข้ากับคำว่า Beats Audio Phone เรียกได้ว่า Sensation XL นั้นน่าจะเหมาะกับคนที่จริงจังกับการดูหนังฟังเพลงเป็นหลัก เพราะได้ทั้งหน้าจอใหญ่ และคุณภาพเสียงที่การันตีโดย Beats Audio แต่หากใครที่ต้องการเน้น สมาร์ทโฟน เร็วๆ แรงๆ คงต้องมองหารุ่นอื่นแทน โดย Sensation XL นั้นมาพร้อมกับ ซีพียู Scorpion ความเร็ว 1.5 GHz ที่แรงใช่ย่อย แต่ก็ยังแรงไม่สุดเหมือนกับซีพียูแบบ Dual Core จีพียู Adreno 205 ที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากนัก เพราะ สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ ราคาไม่ถึงหมื่นก็มีใส่มาให้เหมือนกัน หน่วยความจำ รอม และ แรม ขนาด 16 GB และ 768 MB ตามลำดับ ซึ่งที่จริง เครื่องราคาระดับนี้น่าจะให้ แรม มาอย่างน้อย 1 GB ขึ้นไป หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 4.7 นิ้ว แบบ S-LCD ความละเอียด 800x480 พิกเซล ซึ่งถือว่าละเอียดไม่มากนักหากเทียบกับขนาดของหน้าจอ กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED แบบคู่ และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 720p หรือ 1280x720 พิกเซล ซึ่งถือว่าน้อยไปนิดสำหรับเครื่องราคาระดับนี้ ส่วนกล้องด้านหน้านั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 1.3 ล้านพิกเซล และสุดท้ายคือเรื่องของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบเครือข่าย 3G ซึ่ง Sensation XL นั้นรองรับทั้งคลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ได้ในตัวเดียวกัน กล่าวคือไม่ว่าจะนำไปใช้กับ 3G ของ เอไอเอส, ทรูมูฟ หรือ ดีแทค ก็สามารถใช้งานได้ทันที

สรุปส่งท้าย

มาถึงตรงนี้ หลังจากที่ทุกท่านได้อ่านบทความมาจนจบครบถ้วน ก็คงพอจะได้แนวทางในการเลือกซื้อ สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ กันไปมากพอสมควร บางคุณสมบัติก็อาจจะไม่ได้พูดถึงด้วยเวลาอันจำกัด ยกตัวอย่างเช่นระบบจีพีเอส (GPS) นั้นมีอยู่ในทุกรุ่นที่กล่าวมา ก็อาจจะไม่ได้พูดถึง เป็นต้น โดยครั้งนี้ได้เลือกแบ่งกลุ่มตามงบประมาณในแต่ละระดับ เพื่อให้ท่านที่มีงบประมาณในใจอยู่แล้ว ได้ทราบว่าในงบประมาณของท่านนั้น มี สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ รุ่นใดที่น่าสนใจบ้าง และแต่ละรุ่นนั้นมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับสไตล์การใช้งานของแต่ละท่านมากน้อยขนาดไหน เพราะความต้องการของแต่ละท่านก็คงจะไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน โดยผู้เขียนพยายามทบทวนรายละเอียดต่างๆ อย่างดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดได้ แต่อย่างไรก็ดี หากมีข้อผิดพลาดอย่างไร ก็คงต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ และรบกวนแจ้งเข้ามาได้ทันที ทางผู้เขียนจะแก้ไขปรับปรุงให้โดยด่วน และเช่นเคย ข้อแนะนำจากผู้เขียนที่จะแนะนำผู้อ่านทุกท่านอยู่เสมอก็คือ ท่านผู้อ่านไม่ควรยึดบทความนี้เพียงบทความเดียวเพื่อการตัดสินใจเลือกซื้อ มือถือของท่าน ผู้เขียนอยากให้ผู้ท่านลองหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งก่อนจะเป็นการดีที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลและความคิดเห็นต่างๆ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นนั่นเอง และในโอกาสถัดไป ผู้เขียนก็ตั้งใจที่จะหาโอกาสที่จะมาแนะนำการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน ในระบบปฏิบัติการอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น iOS, BlackBerry OS, Symbian OS, Bada OS, Windows Phone, Meego รวมไปถึง ฟีเจอร์โฟน ด้วยเช่นกัน ยังไงก็ติดตามกันได้ที่เว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์แห่งนี้เช่นเคย สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติตดามชม พบกันได้ใหม่ในบทความถัดไป สวัสดีครับ
-------------------------------
บทความโดย : TMCEditor

Advertisement Replay Ad
Google ยอมขยายให้ระบบคำสั่งเสียง Google Assistant ไปใช้งานได้กับ Android รุ่นเก่า

Google ยอมขยายให้ระบบคำสั่งเสียง Google Assistant ไปใช้งานได้กับ Android รุ่นเก่า

Adobe อัปเดทให้ Lightroom รองรับการแต่งผ่านอัตโนมัติ โดยใช้ AI

Adobe อัปเดทให้ Lightroom รองรับการแต่งผ่านอัตโนมัติ โดยใช้ AI

Google ประเทศไทย เผยสุดยอดคำค้นหายอดนิยมประจำปี 2017

Google ประเทศไทย เผยสุดยอดคำค้นหายอดนิยมประจำปี 2017

หลุดภาพ Nokia Camera Apps ตัวใหม่รองรับการถ่ายภาพมุมกว้าง ก่อนใช้จริงใน Nokia 9

หลุดภาพ Nokia Camera Apps ตัวใหม่รองรับการถ่ายภาพมุมกว้าง ก่อนใช้จริงใน Nokia 9

iPhone 8 ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมที่สุดในปี 2017 จาก Google

iPhone 8 ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมที่สุดในปี 2017 จาก Google

ใหม่ล่าสุด! LOOX TV แอปพลิเคชั่นของคนติดจอ พกติดเครื่องไว้ ไม่ตกเทรนด์

ใหม่ล่าสุด! LOOX TV แอปพลิเคชั่นของคนติดจอ พกติดเครื่องไว้ ไม่ตกเทรนด์

โหลดกันเร็ว iOS11.2.1 เวอร์ชั่นใหม่แก้ปัญหากล้องบน iPhone 8, 8 Plus และ iPhone X

โหลดกันเร็ว iOS11.2.1 เวอร์ชั่นใหม่แก้ปัญหากล้องบน iPhone 8, 8 Plus และ iPhone X

Google Maps Go โปรแกรมแผนที่รุ่นเล็กน้ำหนักเบา พร้อมให้โหลดบน Google Play Store แล้ววันนี้

Google Maps Go โปรแกรมแผนที่รุ่นเล็กน้ำหนักเบา พร้อมให้โหลดบน Google Play Store แล้ววันนี้

อัปเดทราคา iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ลดแรงกว่าที่คาด

อัปเดทราคา iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ลดแรงกว่าที่คาด

ข่าวดี App Store เพิ่มฟีเจอร์ สั่งจอง Application ล่วงหน้าได้นานสุดที่ 90 วัน

ข่าวดี App Store เพิ่มฟีเจอร์ สั่งจอง Application ล่วงหน้าได้นานสุดที่ 90 วัน

หลุดรายละเอียดของ Nokia 6 (2018) ครบทั้งภาพเครื่องและสเปค

หลุดรายละเอียดของ Nokia 6 (2018) ครบทั้งภาพเครื่องและสเปค

สิ้นสุดการรอคอย Apple ประกาศวันจำหน่าย iMac Pro เจอกัน 14 ธันวาคมนี้

สิ้นสุดการรอคอย Apple ประกาศวันจำหน่าย iMac Pro เจอกัน 14 ธันวาคมนี้

เผยรายชื่อ Android Wear รุ่นที่จะได้ไปต่อใน Android Oreo แน่นอน

เผยรายชื่อ Android Wear รุ่นที่จะได้ไปต่อใน Android Oreo แน่นอน

Vivo เปิดตัว Y65 มือถือรุ่นเล็กแสนบางแต่สเปคจัดว่าดี

Vivo เปิดตัว Y65 มือถือรุ่นเล็กแสนบางแต่สเปคจัดว่าดี

เผยภาพ Render ของ Samsung Galaxy S9 และ S9+ จากฟีเจอร์ที่หลุดมาก่อนหน้านี้

เผยภาพ Render ของ Samsung Galaxy S9 และ S9+ จากฟีเจอร์ที่หลุดมาก่อนหน้านี้

รู้หรือไม่? สมาร์ทโฟนอะไรที่ติดเทรนด์ฮิตจนขึ้นเสิร์ชอันดับ 1 กว่า 7 สัปดาห์ซ้อน!

รู้หรือไม่? สมาร์ทโฟนอะไรที่ติดเทรนด์ฮิตจนขึ้นเสิร์ชอันดับ 1 กว่า 7 สัปดาห์ซ้อน!

Instagram เปิดให้ติดตามเรื่องราวจาก Hashtag ได้แล้ววันนี้

Instagram เปิดให้ติดตามเรื่องราวจาก Hashtag ได้แล้ววันนี้

Line เพิ่มปุ่ม Unsent ลบข้อความที่ส่งผิดภายในเวลา 24 ชั่วโมง

Line เพิ่มปุ่ม Unsent ลบข้อความที่ส่งผิดภายในเวลา 24 ชั่วโมง

เมื่อนางฟ้าแห่งวงการบันเทิง "ญาญ่า อุรัสยา" จับงานโฆษณามือถือครั้งแรก

เมื่อนางฟ้าแห่งวงการบันเทิง "ญาญ่า อุรัสยา" จับงานโฆษณามือถือครั้งแรก

ผู้ใช้ iPhone 6S พบความลับ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ช่วยทำให้ตัวเครื่องประมวลผลได้เร็วขึ้น

ผู้ใช้ iPhone 6S พบความลับ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ช่วยทำให้ตัวเครื่องประมวลผลได้เร็วขึ้น

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์